และแล้ว..ลางบอกเหตุที่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนทำให้คิดได้ว่า "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร กำลังจะอำลาทีมชาติ ก็เป็นความจริงขึ้นมาจนได้ ยังจำกันได้ไหมครับ เมื่อช่วงที่ตบยางสาวทีมชาติไทยไปแข่งคัดโอลิมปิกที่ญี่ปุ่น ในนัดที่สาวไทยตบเอาชนะเปรูไปสามเซ็ตรวดในนัดส่งท้าย ทุกคนถึงกับต้องหลั่งน้ำตา เป็นน้ำตาแห่งความปิติที่พิสูจน์ด้วยฝีมือให้เห็นแล้วว่าเราไม่ได้เป็นรองใครเลย สามนัดสุดท้ายเราเอาชนะได้ทุกทีม รวมทั้งเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นชัยชนะเหนือสาวจากแดนกิมจิในรอบหลายๆปี ด้วยการพลิกกลับมาชนะจากที่พ่ายไปก่อนในสองเซ็ตแรก ในนัดสุดท้ายหลังจากชนะเปรูได้ ตบยางสาวไทยออกอาการดีใจ ก่อนแปรสภาพเป็นการโผเข้ากอดซึ่งกันและกัน น้ำตาเริ่มหลั่งริน พร้อมกับเสียงสะอื้น จากหนึ่งคนขยายไปยังอีกคนและแล้วตบยางสาวไทยทั้งทีมต่างก็พากันร่ำไห้
ด้วยชัยชนะสามนัดติดส่งท้าย ก็ยังไม่ดีพอที่จะทำให้ทีมไทยสร้างประวัติศาสตร์ได้ไปแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกได้ ใบหน้าทุกคนเปื้อนน้ำตา แต่ที่ผมจำติดตาคือภาพที่โค้ชอ๊อตเข้ามาสวมกอดนักกีฬาแต่ละคน ใบหน้าโค้ชอ๊อตยิ้มให้กับนักกีฬา รับรู้ได้ว่าทุกคนทำเต็มที่จริงๆ แม้ใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่ผมรู้ว่าลึกๆ โค้ชอ๊อตเจ็บปวดเพียงใดที่ความปรารถนานำทีมไทยไปโอลิมปิกครั้งแรกยังไร้ผล ต้องพ่ายแพ้กับโชคชะตาครั้งแล้วครั้งเล่า ผมรู้..และทุกคนก็รู้ ว่าโค้ชอ๊อตและตบยางสาวไทยทุกคนทำเต็มที่แล้วจริงๆ ความพากเพียรพยายามของหน่อง-ปลื้มจิตร์ และยาย-วรรณา กับความฝันอันยาวนานถึง 12 ปีที่จะมีโอกาสได้ไปแข่งโอลิมปิกพังทลายไปอีกครั้ง มันเหมือนการที่เราตั้งใจก่อปราสาททรายสักหลัง และพอกำลังยืนชื่นชมความงามที่เราสรรค์สร้างขึ้นมาไม่ทันไร น้ำทะเลก็สาดเข้ามา...ไม่เหลืออะไรเลย
ความเจ็บปวดครั้งนี้ ยอมรับครับว่ามันทรมานเกินใครในทีมจะยอมรับได้ และเมื่อกิ๊ฟกับหน่องเข้าไปในห้องแถลงข่าว ภาพที่เราคุ้นเคย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของสองสาวเพื่อนซี้คู่นี้ กลับทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนหลั่งน้ำตา..และรู้สึกเจ็บปวด ทุกคำพูดที่กิ๊ฟพูดออกมากรีดรอยแผลลึกในใจยับเยิน จนทำนบกั้นน้ำตาของใครหลายคนพังทลาย พวกเราทุกคนในห้องสัมภาษณ์รับรู้ได้จริงๆว่าเป็นวันที่ทุกคนเจ็บปวด และเศร้าโศกเกินคำบรรยาย ทุกคำพูดของกิ๊ฟ มันตอกย้ำโชคชะตาของทีมสาวไทย ที่แม้จะเหนื่อยแสนสาหัสกับการฝึกซ้อมยังไง ทุกคนก็พร้อม เพียงเพื่อจะหยิบฝันโอลิมปิกร่วมกัน แต่เมือโชคไม่เข้าข้าง มันคงจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก หากน้ำตามันจะไหลอาบแก้มในช่วง 5-10 นาทีที่กิ๊ฟเอ่ยความในใจและความตั้งใจ และจุดนัดพบแห่งความฝันโอลิมปิกของทั้งทีม
และภาพที่โค้ชอ๊อตบรรจงประคองศีรษะนักกีฬาทีละคนให้เข้ามาใกล้พอที่โค้ชอ๊อตจะเอ่ยคำพูดใดๆให้ได้ยิน เป็นเสียงกระซิบที่คนทั้งโลกได้ยิน โค้ชอ๊อตขอบคุณทุกคนที่พยายามสู้ เล่นเต็มที่ทุกๆนัด แม้ว่าความฝันจะดับสลายไปแล้วก็ตาม
...ภาพนั้นมันยังคงติดตาผม ผมร่วมเดินทางติดตามทีมไปแข่งขันตั้งแต่ปี 2002 ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่โค้ชอ๊อตทำแบบนี้กับนักกีฬา..มันเป็นเสมือนสัญญานการจากลาของโค้ชอ๊อตจริงๆ สิ่งที่โค้ชอ๊อตพูดกับนักกีฬามันเป็นการแทนคำขอบคุณที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานแสนนาน และแล้ว ทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นอดีต
ช่วงที่ผมติดตามทีมไปทำข่าวการแข่งขันคัดโอลิมปิก ได้อยู่ใกล้ชิดทีมเหมือนเดิม ว่างๆจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับโค้ชอ๊อต และทุกครั้งที่ผมถามถึงเรื่องการวางมือจากทีมชาติ ว่าโดยส่วนตัวผม ผมไม่อยากให้โค้ชอ๊อตจบเส้นทางโค้ชทีมชาติในตอนนี้ เพราะด้วยความสามารถ ทักษะการสอน จิตวิญญานของความเป็นโค้ชมืออาชีพที่ทุ่มเทเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนของทีมตบยางสาวไทย...ผมเชื่อและทุกคนก็รู้ ว่าโค้ชอ๊อตยังอยู่ตรงนี้ได้อีกหลายปี
ในตอนนั้นโค้ชอ๊อตไม่เคยยอมรับกับผมนะครับว่าจะอำลาทีมชาติ โค้ชอ๊อตมีรอยยิ้มให้ในช่วงสนทนากับผมเสมอ.... "มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่ผมจะยืนอยู่ตรงนี้จนชั่วชีวิต จะช้า..หรือเร็ว สักวันผมก็คงต้องไป ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานงานต่อ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่ทีมจะเล่นเข้าขากันได้แบบนี้ ตอนนี้สิ่งที่ผมพยายามทำคือพยายามรวมนักกีฬารุ่นเก่ากับเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ให้สามารถไปด้วยกันได้ เล่นกันเป็นทีมได้ เป็นเรื่องของการทำให้ผู้เล่นในทีมบาล๊านซ์กันให้มากที่สุด หากทำได้ ทีมเราก็จะแข็งแกร่งได้เช่นเคย ไม่ว่าจะส่งใครลงไปเล่นก็ตาม"....ผมว่าผมโชคดี ที่มักเป็นคนช่างจดจำคำพูดของคน โดยไม่ต้องเสริมแต่งให้ฟังแล้วรู้สึกดี เพราะทุกอย่างที่โค้ชอ๊อตพูด ผมรับรู้ได้ว่าเนื้อแท้ของคำพูด มันอยู่ที่ว่า..คนได้ยิน เข้าใจมันมากเพียงใด
โค้ชอ๊อตเคยพูดเสมอว่าในความคิดตน คนที่จะมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ดีควรเริ่มมาจากการเป็นผู้ช่วยโค้ชที่ดีก่อน เพราะจะได้ซึมซับ ความรู้ประสบการณ์และเทคนิคการสอนได้อย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่โค้ชอ๊อตเชื่อว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็คือ..จิตวิญญานของความเป็นโค้ช ที่เสียสละเวลาทั้งหมดในชีวิตให้กับทีมและนักกีฬาได้ ด้วยความสามารถของโค้ชอ๊อต สามารถประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารใน FIVB ได้ แต่หลังจากที่ได้เข้าไปทำตรงนั้นได้ไม่นาน โค้ชโอ๊ตก็หันกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ตนเลือก...คือเลือกที่จะสนุกไปกับงานสอนเทคนิคการเล่นให้กับตบยางสาวไทย หลายครั้งที่โค้ชอ๊อตคุยกับผม โค้ชอ๊อตเคยบอกว่าโค้ชด่วนและโค้ชยะ เป็นอีกสองบุคลากรที่มากประสบการณ์ ความรู้และเทคนิคการสอนคล้ายตน แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพิ่มเติมในเรื่องจิตวิญญานการเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนก็ตาม
เวลาผ่านไปไม่นาน และอีกไม่กี่วันนี้...โค้ชอ๊อตกำลังจะโบกมือลาจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ส่งมอบภาระความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้กับโค้ชรุ่นน้องคู่บุญ...โค้ชด่วน ที่การแข่งขันรายการ Montreux Volley Masters ที่สวิตเซอร์แลนด์และ World Grand Prix รอบแรก สนามอิตาลี ได้สร้างผลงานกระหึ่มด้วยการพาทีมตบยางสาวไทยเอาชนะตุรกีได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และบุกเอาชนะอิตาลีได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชนิดคาถิ่นได้เช่นกัน
แม้ว่าดูจากประสบการณ์การร่วมเป็นผู้ช่วยโค้ชอ๊อตจะมียาวนานหลายปี บวกกับความรู้และเทคนิคการสอนที่ได้รับการถ่ายทอดจากโค้ชอ๊อต เหมือนจะยิ่งเพิ่มจุดเด่นของโค้ชด่วนให้ย่างเท้าก้าวขึ่นสู่ตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยด้วยความมั่นใจ และด้วยศักยภาพโดดเด่นเหนือใคร
แต่โดยส่วนตัว โค้ชด่วนก็เคยเปรยกับผมเช่นกัน "การทำทีมเป็นเรื่องของความร่วมมือ และเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเป็นอย่างมาก หากใครที่จะหวังมาสร้างฐานะด้วยการทำงานในตำแหน่งสต๊าฟโค้ช ผมคิดว่าเขาคิดผิด เพราะค่าตอบแทนกับความทุ่มเทมันสวนทางกันด้วยซ้ำ แต่ผมทำด้วยใจรัก ทำแล้วรู้สึกสนุก และผูกพัน แต่ถามว่าหากโค้ชอ๊อตไป โค้ชยะไป ผมคนเดียวก็คงไม่อยู่เหมือนกัน เพราะความสำเร็จของทีม ต้องการการสนับสนุนทางด้านความคิด ประสบการณ์และใจรัก พร้อมร่วมมือพัฒนาทีมไปด้วยกัน ลำพังผมคนเดียว ทีมคงไม่สำเร็จไปได้ง่ายๆ ถ้าไม่งั้น หากโค้ชอ๊อตและโค้ชยะไปกันหมด ผมก็คงต้องอำลาเหมือนกัน"
...เส้นทางของนักตบลูกยางสาวไทยยังยาวไกลนัก กว่าที่ทีมผสมรุ่นพี่และเด็กรุ่นใหม่จะรวมใจเป็นหนึ่งเดียว สร้างผลงานเกริกไกร เฉกเช่นที่รุ่นพี่ได้ทำเอาไว้ แต่ลำพังนักกีฬาเก่ง เทคนิคเยี่ยม พรสวรรค์เด่น ก็คงไม่สามารถพาทีมขึ้นสู่ทำเนียบทีมโดดเด่นเหมือนอย่างที่โค้ชอ๊อตได้สร้างชื่อเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานการพาทีมสาวไทยเอาชนะจีนได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการคว้าแชมป์เอเซียได้ในปี 2009 และตอกย้ำความสำเร็จในปี 2013 และยังพาทีมสาวไทยสร้างสมประสบการณ์และความสำเร็จอีกมากมายหลายรายการ.... จากนี้ไป ก็คงต้องจับตามอง หัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ ที่จะก้าวเดินตามรอยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของโค้ชอ๊อต ว่าจะเป็นใคร....