ฝั่ง เอฟเวอร์ตัน ของผู้จัดการทีม โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ นับตั้งแต่เอาชนะ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่สนามกูดิสัน พาร์ค ของตัวเอง เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม หลังจากนั้น 6 นัดรวมทุกถ้วย ไม่สามารถเอาชนะใครได้อีกเลย โดยนัดล่าสุด ออกไปแพ้ หงส์แดง ลิเวอร์พูล 0-4 ในศึกพรีเมียร์ลีก นัดเมอร์ซี่ย์ ไซ้ด์ ดาร์บี้ หรือศึกแห่งศักดิ์ศรีทีมร่วมเมืองที่สนามแอนฟิลด์
ส่วนสภาพทีมยังมีปัญหาที่แนวรับ เมื่อจะไม่มี รามิโร ฟูเนส โมริ กองหลังสารพัดประโยชน์ ที่เล่นได้ทั้งเซ็นเต้อร์แบ็กและแบ็กซ้าย เนื่องจากติดโทษห้ามแข่ง รวมถึง ฟิล จากีลค่า เซ็นเต้อร์แบ็กตัวเก่ง ที่ยังเจ็บ แต่ข่าวดีคือ มีลุ้นได้ตัว เชมัส โคลแมน แบ็กขวา หายเจ็บกลับมา สำหรับผู้เล่นที่จะเป็นความหวังในนัดนี้คือการประสานงานกันของ รอสส์ บ๊าร์คลี่ย์ กองกลางตัวรุกดาวรุ่งวัย 22 ปี และ โรเมลู ลูคาคู ดาวยิงตัวเก่ง.ฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ของผู้จัดการทีม หลุยส์ ฟาน กัล ถือว่าอยู่ในช่วงมั่นใจเมื่อชนะมา 3 นัดติดต่อกันรวมทุกถ้วย โดยนัดล่าสุด ชนะเกมเหย้า อินทรีปราสาทเรือนแก้ว คริสตัล พาเลซ 2-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อ 3 คืนก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นในฤดูกาลแข่งขัน 2015-2016 แมนฯ ยูไนเต็ด พบ เอฟเวอร์ตัน มาครบแล้ว 2 นัดเหย้า-เยือนในพรีเมียร์ลีก ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะเกมศูนย์ทั้ง 2 นัดอีกด้วย
ส่วนสภาพทีมเหลือผู้เล่นตัวหลักเจ็บยาวแค่ 2 คน คือ บาสเตียน ชไวน์สไตเก้อร์ มิดฟิลด์ตัวกลาง กับ ลุค ชอว์ แบ็กซ้าย ดังนั้นนัดนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะส่งผู้เล่นดีที่สุดลงสนามเนื่องจากเหลือให้ลุ้นถ้วยรางวัลเอฟเอ คัพ เพียงรายการเดียวเท่านั้น อีกทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด หากชนะนัดนี้จะได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ดังนั้นนัดนี้จะเน้นไปที่แนวรุก โดยให้ ฆวน มาต้า กับ อองโตนี่ มาร์กซิยัล เป็นตัวป่วนริมเส้น แล้วใช้ เวย์น รูนีย์ ถอยมาเล่นกองกลางตัวรุก คอยสนับสนุน มาร์คัส รัชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปี