ฝั่ง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ของ อเล็กซานเดอร์ กาม่า หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวบราซิเลียน หากยังไม่ถอดใจทิ้งถ้วยใบนี้ ต้องชนะ 3 นัดสุดท้ายให้ได้ทั้งหมด โดยเริ่มจากนัดนี้ แต่หากแพ้ จะตกรอบแบ่งกลุ่มทันที หรือหากเก็บได้หนึ่งแต้มจากผลเสมอ แม้ตามทฤษฎีจะมีโอกาสเข้ารอบน็อคเอ้าท์ในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม แต่ในทางปฎิบัติค่อนข้างหวังยาก เพราะต้องลุ้นผลสนามอื่นแบบเกมต่อเกมด้วย
สำหรับสภาพทีมนัดนี้จะยังคงไม่มี 3 ผู้เล่นตัวหลัก ที่ยังเจ็บ ได้แก่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ดาวยิงตัวเก่ง, สุรีย์ สุขะ วิงแบ็กขวา และ ชิติพัทธ์ แทนกลาง เซ็นเต้อร์แบ็ก แต่ข่าวดีคือจะได้ อันเดรส ตูเนซ เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติเวเนซูเอลา และ สุเชาว์ นุชนุ่ม กองกลางกัปตันทีม พ้นโทษห้ามแข่งกลับมาลงสนามอีกครั้ง
ดังนั้นผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามเป็น 11 ตัวจริง ในระบบ 5-3-2 ประกอบด้วย
ผู้รักษาประตู : ศิวรักษ์ เทศสูงเนินสามเซ็นเต้อร์แบ็ก : กรวิทย์ นามวิเศษ, อันเดรส ตูเนซ, นัสตพล มาลาพันธ์วิงแบ็กซ้าย-ขวา : ธีราทร บุญมาทัน, นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดมมิดฟิลด์ตัวกลาง : จักรพันธ์ แก้วพรม, โก ซุล กิ, สุเชาว์ นุชนุ่มคู่กองหน้า : ไคโอะ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์
ฝั่ง ฮิโรชิมา ซานเฟรซ ของโค้ช ฮะจิเมะ โมะริยะสึ อดีตกองกลางตัวรับ ซามูไรบลู ทีมชาติญี่ปุ่น ชุดแชมป์เอเชี่ยน คัพ 1992 เพิ่งชนะมานัดเดียว ก็คือการเอาชนะเกมเหย้า บุรีรัมย์ 3-0 ในนัดที่แล้ว หลังจากพ่ายใน 2 นัดแรก ก็จำเป็นต้องชนะให้ได้ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหากอีกคู่ผลเป็นใจ โซล ของเกาหลีใต้ ทีมจ่าฝูงของกลุ่ม ที่ชนะรวดใน 3 นัดแรก เก็บ 9 แต้มเต็ม เอาชนะเกมเหย้า ชานตง ลู่เหนิง จากจีน ทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม จะทำให้ ฮิโรชิมา มี 6 แต้มเท่ากับ ชานตง โอกาสเปิดกว้างในการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ใน 2 นัดสุดท้ายทันที