ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ต่อประเด็นที่คณะกรรมการกลางการเลือกตั้ง หรือกกต. นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศรับรองผู้สมัครทั้ง 6 คน โดยไม่ตัดสิทธิ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และนายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ สองผู้สมัครฯ เนื่องจากขาดคุณสมบัติประเด็นการไม่ยื่นใบสมัครที่สำนักงานเลขานุการสมาคมแห่ประเทศไทย ว่า
ตนเคารพและยอมรับในมติของ กกต. แต่ประเด็นดังกล่าวอยากให้ กกต. ชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งนี้ตนมีข้อสังเกตว่าตามระเบียบของสมาคมฯ ว่าด้วยการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครที่ชัดเจน คือ ต้องยื่นใบสมัครต่อสำนักงานเลขานุการสมาคมฯ แต่ผลที่ออกมาเหมือนกับเลือกละเว้นข้อบังคับ ขณะที่ข้อบังคับว่าด้วยอายุของผู้สมัคร ที่ต้องไม่เกิน 75 ปีนั้นถูกนำมาใช้บังคับ อย่างไรก็ตามเมื่อมติ กกต. ออกมาตนพร้อมยอมรับ แต่ล่าสุดทราบว่านายธวัชชัย สัจจกุล และ นายพินิจ สะสินิน ผู้สมัครฯ เตรียมทำเรื่องฟ้องแล้วดร.ชาญวิทย์ บอกด้วยว่า ส่วนการเดินหน้าหาเสียงของตนต่อสมาคมฟุตบอล นั้นจะคงเดินหน้าต่อไป แม้จะทราบผลเลือกตั้งแล้วว่าสู้ไม่ได้ เพราะมีเกมการเมืองเข้ามาเล่นอย่างหนักในวงการกีฬาของไทย โดยเฉพาะการคัดเลือกสมาคมฟุตบอลภูมิภาคเป็นตัวแทนมาใช้สิทธิลงคะแนนที่ จำนวน 30 เสียงไม่มีตัวแทนจากสมาคมฟุตบอลฯ รวมไปถึงความไม่โปร่งใสอื่นๆ เช่น การไม่เปิดเผยกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอล ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ และในวันเดียวกันนั้นจะเปิดประชุมเพื่อให้ลงมติรับรองระเบียบใหม่ของสมาคมฯ โดยเมื่อรับรองแล้วเสร็จจะให้ลงคะแนนเลือกตั้งนายกสมาคมทันที ซึ่งกรณีดังกล่าวตนเชื่อว่าแม้กระบวนการจะเดินหน้าได้ แต่เรื่องจะยังไม่จบ
นายชาญวิทย์ บอกด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีผู้สมัครฯ ร้องเรียนว่านายวรวีร์ มะกูดีร์ อดีตนายกสมาคมฟุตบอลฯ ที่ถูกฟีฟ่าห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอล ช่วยหาเสียงนั้น ตนพร้อมชี้แจงได้ เพราะกรณีที่เกิดขึ้นตนไปหาเสียงตามที่สโมสรฟุตบอลในพื้นที่เชิญ โดยไม่ทราบว่านายวรวีร์ร่วมเดินทางไปด้วย
ทั้งนี้ยอมรับว่าระหว่างหาเสียงมีความกังวลใจต่อประเด็นดังกล่าว แต่ไม่สามารถไล่นายวรวีร์ไปได้ ดังนั้นเมื่อหาเสียงแล้วเสร็จตนได้รีบเดินทางกลับทันที แต่หากจะมีผู้ใดลงโทษประเด็นนี้ ตนมองว่าควรลงโทษนายวรวีร์เพราะถือเป็นผู้ที่ถูกคำสั่งห้าม ไม่ใช่ลงโทษตน