ความคืบหน้ากรณีที่ เสี่ยหม่อง นายณฐภณ ปัญญาคณานุกูล ประธานสโมสรพัทยา เอฟซี เป็นตัวแทนสโมสรสมาชิกของสมาคมฟุตบอล ยื่นฟ้องนายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นจำเลยที่ 1 และนายองอาจ ก่อสินค้า สมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ข้อบังคับลักษณะการปกครองสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และนำไปจดกับนายทะเบียนกรมการปกครอง ตั้งแต่ปี 2556 โดยข้อความที่นายวรวีร์ มีปรับแก้ไปจากเดิมในข้อบังคับสมาคมฟุตบอล ฉบับปี 2556 อยู่ที่ข้อ 24 เกี่ยวกับจำนวนองค์ประชุมในที่ประชุมใหญ่ ที่เดิมระบุไว้ว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ระบุตัวเลข ก่อนที่จะปรับแก้เพิ่มเป็น 50 คน และข้อที่ 78 เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของคำว่า "สมาชิก" ที่หายไป เหลือเพียงคำว่า "สมาคม" ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์ทั้งหมดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในการจัดการแข่งขัน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้อ่านคำพิพากษา และตัดสินให้สโมสรพัทยา เอฟซี เป็นฝ่ายชนะคดี โดยลงโทษนายวรวีร์ มะกูดี และนายองอาจ ก่อสินค้า มีความผิดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยทำความผิดมาก่อน ศาลลดโทษ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน พร้อมปรับเงิน 6,000 บาท เหลือ 4,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา
ภายหลังจากชนะคดี เสี่ยหม่อง กล่าวว่า วันนี้ศาลท่านอ่านคำพิพากษาให้ตนเองเป็นฝ่ายชนะคดีที่ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ บอกเลยว่าปลื้มใจมากๆ เพราะตนเองและเพื่อนสโมสรสมาชิกบางส่วน ได้ร่วมต่อสู้กันมาหลายปี เพื่อต้องการความถูกต้องและเพื่อให้วงการฟุตบอลมีความยุติธรรมและโปร่งใส รวมไปถึงการเลือกตั้งต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ผมต่อสู้มาพร้อมด้วยสมาชิก ซึ่งเป็นการใช้สิทธิ์อันชอบธรรม ซึ่งวันนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงส่ง เพราะผมฟ้องนายกสมาคมฟุตบอลมาหลายคดี ทั้งศาลอาญา ศาลแพ่ง และศาลปกครอง ยอมรับหวั่นใจเหมือนกัน หากคดีนี้เราเป็นฝ่ายแพ้ จะทำให้ผมและเพื่อสมาชิกบางส่วน ถูกสังคมมองว่าเป็นคนไม่ดี ขี้แพ้ชวนตี แต่เมื่อผลการตัดสินออกมาเช่นนี้แล้ว ก็ต้องรอดูว่าการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอล จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ด้าน "บังยี" กล่าวว่า เคารพคำสั่งศาลแต่จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ซึ่งเจตนาที่ตนเองดำเนินการไปเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำส่วนตัวแต่ทำไปตามหน้าที่ มีมติที่ประชุมอย่างไรก็ดำเนินการไปตามนั้น
ขณะที่ นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยหลักกฎหมายบอกว่าตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดท่านนายกวรวีร์ และดร.องอาจ ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ซึ่งต่อจากนี้จะเอาระเบียบข้อบังคับที่มีการปรับแก้ไข ตามคำแนะนำของการกีฬาแห่งประเทศไทยและกรมการปกครอง ไปยื่นต่อศาลอุทธรณ์ ภายใน 30 วัน
การตกเป็นจำเลยในคดีนี้หรือคำพิพากษาในศาลชั้นต้นทั้งสองท่านอย่างเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ยังไม่ถูกกำกับดูแล สามารถจะทำธุรกรรม สามารถจะลงรับสมัครรับเลือกตั้ง สามารถจะทำอะไรก็ได้ ถ้าศาลฎีกายังไม่บอกว่ากระทำความผิด ทุกคนในประเทศนี้ยังบริสุทธิ์อยู่"