ภาคเอกชน : ธุรกิจไทยร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ประกอบด้วย
Carbon Capture and Storage: Progress at the Crossroads of Thailand Carbon Neutrality โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
Ignite Energy Transition: A Pathway toward Net Zero Emissions จุดพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่ Net Zero Emissions โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
Business Solutions for Carbon Neutrality โดย บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ยังมีภาคประชาชนและเยาวชน เป็นอีกเสียงสะท้อนเพื่ออนาคตไทย (Climate Action We Want) โดย ผู้แทนเยาวชน Net-Zero Thailand: ACE Youth Ideathon Camp ผู้แทนเยาวชนไทยที่เข้าร่วมการประชุม COP27 ผู้แทนเครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพประจำประเทศไทย (Global Youth Biodiversity Network: GYBN Thailand) เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จังหวัดระนอง และสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
การประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 หรือ Thailand Climate Action Conference: TCAC 2023 ได้มีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณองค์กรผู้มีส่วนร่วมเป็นผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization) จำนวน 15 องค์กร นอกกจากนี้ยังมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้เยาวชนและประชาสังคม จำนวน 5 องค์กร
บริษัทที่ได้รับโล่ผู้นำองค์กรด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization) มีดังนี้
1. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
2. บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
3. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด (กลุ่มธุรกิจ TCP)
5. บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี)
7. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
8. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน)
9. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
10. บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน)
11. บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
12. บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด
13. บริษัท เอ็น อาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)
14. บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
15. บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผยการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศขั้นต่อไป ดังนี้
ทส. ได้บูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคพลังงาน และขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ภาคของเสีย และภาคการเกษตร เพื่อร่วมแสดงพลังการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกันตอบเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065
ส่งเสริมเศรษฐกิจที่คำถึงสิ่งแวดล้อม BCG Economy รวมถึงเตรียมความพร้อมมาตรการการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM)
พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมในการลด และกักเก็บก๊าซเรือนกระจก
เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล
เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท เพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก คุ้มครองป่าและเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน โดยกำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ได้ร้อยละ 55 ภายในปี ค.ศ. 2037
ผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำกับดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ และเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
และที่สำคัญช่วยกันสื่อสาร สร้างความตระหนักและจิตสำนึกให้แก่ประชาชน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำวัน และสามารถปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จะช่วยทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ได้เร็วกว่าที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมย์ไว้
ผลจากการประชุมครั้งนี้ จะนำไปรายงานในช่วงสมัยประชุมสมัชชารัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 28 (COP28) ซึ่งมีกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 12 ธันวาคม 2566 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะผลักดันประเด็นการเปลี่ยนผ่าน
ด้านพลังงาน (Energy transition)
การยกระดับเศรษฐกิจไปสู่การค้าการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate’s capital) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดทั้งระบบเศรษฐกิจ
เรียกร้องให้มีการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยี การสนับสนุนทางการเงิน และเสริมสร้างศักยภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ในส่วนของคาร์บอนเครดิตกับการชดเชยคาร์บอนจากการจัดประชุม TCAC 2023 ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องการเดินทางมาร่วมงาน การใช้พลังงานในการจัดประชุม ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน และการจัดเลี้ยง นำมาประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานเพื่อนำมาชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutral Event
นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เผยว่า การประชุม TCAC 2023 ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องการเดินทางมาร่วมงานของแขกผู้มีเกียรติและวิทยากร การใช้พลังงานไฟฟ้าในการจัดประชุม ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน การจัดเลี้ยงอาหารว่างและเครื่องดื่ม และนำมาประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานแบบอนุมาน พบว่า มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 3,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
"ในงาน TCAC 2023 นี้ เราได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท มิตรผล เอาคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการเอาชานอ้อยนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้าและนำมา offset กับการปลดปล่อยคาร์บอนของงานนี้ ทำให้งานนี้มีการปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์" นายเกียรติชาย กล่าว
ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ทิ้งท้ายว่า การทำดี ทำเพื่อโลก ควรต้องทำทุกวัน เพราะในขณะเดียวกัน เราก็มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้นอยู่ทุกวันเช่นกัน
คาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER มีระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ ที่เป็นมาตรฐาน ผลการลดก๊าซเรือนกระจกมีความน่าเชื่อถือ ผ่านระเบียบวิธีการและการกำกับดูแลที่โปร่งใสและเข้มงวด