คาซูมิ อิเกกามิ Managing Director, MU Research and Consulting (Thailand) Co.,Ltd. กล่าวเสริมว่า หลายประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพสูงในด้านการลงทุน ยกตัวอย่างประเทศเวียดนาม มีประชากร 100 ล้านคน GDP โตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี ทั้งยังมีศักยภาพเป็นตลาด China +1 ตอนนี้บริษัทระดับโลกจากหลายประเทศ ย้ายไปที่ประเทศนี้ เพื่อเป็นฐานการผลิต เช่นเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย มีขนาดประชากรที่ใหญ่ คือ 240 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
“ส่วนประเทศไทย ถ้าดูเทรนด์การลงทุนอย่าง BOI หรือ FDI ในช่วง 3 ปี ดูเหมือนว่าการลงทุนในภาคการผลิตยังไปได้อยู่ในส่วนนี้ ยกตัวอย่างภาคเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์มีการลงทุนที่สูง โดยเฉพาะเครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดว่าจะยังโตต่อไปในประเทศ เพราะไทยเป็นหนึ่งในฐานผู้ผลิตรายใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เทรนด์นี้จึงช่วยดันการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมตรงนี้” อิเกกามิ กล่าว
เมื่อถามถึงจุดสำคัญของการขยายธุรกิจในอาเซียน โฮริโอะ และ อิเกกามิ เห็นตรงกันคือ ต้องเข้าใจความพิเศษของแต่ละประเทศ ทั้งโครงสร้างประชากร ศาสนา วิธีการทำธุรกิจ กฎหมาย เครือข่ายขนส่งสินค้า และอื่นๆ
“มันสำคัญมากที่ต้องเข้าใจกฎหมายการทำธุรกิจในแต่ละประเทศ ตรงนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่า จะทำธุรกิจด้วยตัวเอง หรือหาหุ้นส่วนกับบริษัทในประเทศนั้น และเป็นรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ด้วยถึงการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มตลาดเป้าหมาย อย่างผู้กำหนดนโยบาย ลูกค้า หรือคู่แข่ง โดยการศึกษาเรื่องผู้เล่นจะสะท้อนว่า ตลาดเคลื่อนไหวอย่างไร เราต้องเข้าหาใคร ร่วมมือกับใคร หรือควรหลีกเลี่ยงใคร ถือเป็นจุดแข็งของเราในฐานะบริษัทที่ให้คำปรึกษาของ MUFG Group” อิเกกามิ กล่าวเสริม