ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้มีผลกระทบกับพรรคหรือไม่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าบอกว่าไม่มีผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องภัยธรรมชาติต้องยอมรับสภาพว่าปีนี้เราประมาณการผิดพลาด โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่น ปีนี้ฝนตกแช่ ปริมาณค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะในสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และย้อนขึ้นมาที่พัทลุง นครศรีธรรมราช ที่ประสบอุทกภัย ซึ่งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พยายามลงไปแก้ปัญหาเยียวยา
ซึ่งที่ผ่านมาเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาทค่อนข้างช้า แต่มั่นใจว่าในรัฐบาลของนายอนุทิน ได้มีข้อสั่งการ ซึ่งขณะนี้ทุกจังหวัดที่มีการแจ้งเข้ามาได้รับเงินไปแล้วประมาณ 97-98 % อาจมีติดขัดบ้างแต่พยายามเคลียร์ให้จบก่อนสิ้นปี
เมื่อถามว่า ในฐานะดูแลภาคใต้คาดหวังว่าจะได้กี่ที่นั่ง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่าจะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะถ้าได้น้อยกว่านั้นก็คงเสียความตั้งใจของเพื่อน ๆ ที่ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งตอนนี้ สส.เขตที่ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ก็ 32 คนแล้ว ถ้าเรารักษาพื้นที่เดิมได้ก็ต้องได้ไม่น้อยกว่า 32 คน และถือเป็นเป้าหมายที่เราต้องรักษาที่เดิม แต่สถิติที่ผ่านมาทุกการเลือกตั้งจะมีคนเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่เราก็ต้องพยายาม และจะเติมเต็มคนรุ่นใหม่เข้าไปในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกล้า เริ่มเปิดตัวผู้สมัครภาคใต้ถือเป็นคู่แข่งหรือไม่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว ตนเตรียมความพร้อมมาก่อน ก็ต้องเชื่อมั่นในการเตรียมความพร้อมของภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะพร้อมขนาดไหนก็อยู่ที่นโยบายที่ได้แถลงออกไป ซึ่งคนใต้จะเป็นคนตัดสินใจเลือกผู้แทนของตัวเอง
ส่วนการแถลงเปิดตัวนโยบายในวันพรุ่งนี้จะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คนเลยหรือไม่
นายพิพัฒน์ ระบุว่า แคนดิเดตนายกฯ แน่นอนว่า นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1 ส่วนอีก 2 คนให้รอลุ้นในวันพรุ่งนี้ (24 ธ.ค. 68) ยืนยันว่าไม่ส่งชื่อเดียวเพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่า การเสนอชื่อเดียวเป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรมไม่ทราบว่าเราจะพลาดเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นต้องมีนายกฯ ที่พร้อมมาทำงานบริหารประเทศในนามของพรรคต่อไป