เก้าอี้สามขาที่เจนีวา: ศิลปะต่อต้านทุ่นระเบิด ความศักดิ์สิทธิ์ที่หักงอ
15 พ.ย. 2568

เก้าอี้สามขาที่เจนีวา: ศิลปะต่อต้านทุ่นระเบิด ความศักดิ์สิทธิ์ที่หักงอ: 7 ขาที่ชายแดนไทย สะท้อนความล้มเหลวของสนธิสัญญา "ออตตาวา"
การเมือง
15 พ.ย. 2568

เก้าอี้สามขาที่เจนีวา: ศิลปะต่อต้านทุ่นระเบิด ความศักดิ์สิทธิ์ที่หักงอ: 7 ขาที่ชายแดนไทย สะท้อนความล้มเหลวของสนธิสัญญา "ออตตาวา"
นับตั้งแต่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อทหารไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ ต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่มองไม่เห็นอย่าง "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" การสูญเสียขาของทหารรวม 7 นาย ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย และพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และย้ำว่า แม้จะมีสนธิสัญญาระดับโลก ที่บังคับใช้มานานเกือบ 30 ปี รวมถึงการลงนามในข้อตกลงทวิภาคีล่าสุด แต่ข้อตกลงเหล่านั้น กลับไร้ความศักดิ์สิทธิ์ในการปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่มีการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ทหารไทยบาดเจ็บและสูญเสียขา จากการเหยียบทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีทหารเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ และสูญเสียขาอีก 1 คน ทำให้ทหารฝ่ายไทยต้องสูญเสียขารวมทั้งสิ้น 7 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งหยุดเดินหน้าตามข้อตกลงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในทันที พร้อมเตรียมประท้วงไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกัมพูชา ทำให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนอีกครั้ง
สิ่งที่ประเทศไทยได้ตอบโต้ ด้วยการประณามอย่างรุนแรง ต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างชัดเจน เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นการ ละเมิดพันธกรณีภายใต้ อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา)
ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา และประธานอนุสัญญาออตตาวา โดยเรียกร้องให้กัมพูชา หยุดการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาโดยทันที และให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่าย ได้ตกลงกันภายในกรอบทวิภาคี และที่ฝ่ายไทยได้เสนอ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชา ไม่ตอบสนองและบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือมาตลอด และเมื่อเกิดเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดแต่ละครั้ง กัมพูชามักปฏิเสธเสียงแข็งว่า มาจากการเดินลาดตระเวนในฝั่งไทย รวมถึงทุ่นระเบิดที่ตรวจพบจำนวนมาก ระหว่างการเคลียร์พื้นที่นั้น ไม่ใช่เป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่กองทัพบกไทยได้ยืนยันตอบโต้ว่า "มีหลักฐานชัดเจนตามที่ตรวจพบ"
คนไทยตามชายแดนรู้ดี และมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขมรไว้ใจไม่ได้ พูดอย่างทำอย่าง พลิกลิ้น เป็นคนเอาแต่ได้ และไม่เคยแสดงการขอโทษหรือเสียใจในสิ่งที่ทำผิด
แม้ในภายหลัง จะมีความพยายามทางการทูต โดยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 นายฮุน มาเนต และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมประชุมและลงนามใน แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ที่มาเลเซีย โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
ซึ่งแถลงการณ์ได้ระบุให้ “ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดน” แต่แม้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังคงเกิดเหตุการณ์สูญเสียขา และบาดเจ็บของทหารฝ่ายไทยอีกจนได้
อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 มีเป้าหมายเพื่อ ขจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้หมดสิ้นไป ปัจจุบันมีประเทศมากกว่า 165 ประเทศทั่วโลกที่เป็นภาคี ประเทศไทยและกัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ร่วมลงนามและให้สัตยาบัน ในอนุสัญญานี้ตั้งแต่ปี 1997
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยลงนามเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 รัฐบาลไทยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหา โดยไทยได้ เก็บกู้ทุ่นระเบิดในประเทศไปแล้วกว่าร้อยละ 99 และ ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ในคลังแสงทั้งหมดแล้ว ซึ่งหมายความว่า ระเบิดที่วางไว้ตามพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย ที่ทหารไทยเหยียบนั้น ไม่มีทางเป็นของไทยแน่นอน
พันธกรณีสำคัญ ภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ได้แก่:
1. ไม่ใช้ พัฒนา ผลิต และสะสม จัดเก็บ และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
2. ทำลายทุ่นระเบิด ที่เก็บสะสมไว้ในคลังทั้งหมดภายใน 4 ปี
3. เก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด ที่ฝังอยู่ในพื้นดินภายใน 10 ปี
4. ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดอย่างครบวงจร (การแพทย์ การฟื้นฟู และการจัดหาอาชีพ)
การใช้ทุ่นระเบิด (Landmine) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยครั้งแรกที่ถูกบันทึกไว้คือใน สมัยราชวงศ์ซ่ง (ศตวรรษที่ 13) ของจีน เพื่อต่อต้านการรุกรานของชาวมองโกล และทุ่นระเบิดสมัยใหม่ชิ้นแรก ถูกออกแบบในช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกา โดยนายพล กาเบรียล เรนส์
แม้การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จะถูกห้ามใช้ใน 165 ประเทศทั่วโลกภายใต้สนธิสัญญาของสหประชาชาติ แต่ทุ่นระเบิดก็ยังคงก่อความเสียหายต่อชีวิตพลเรือน และทหารอย่างต่อเนื่อง
รายงานจาก Landmine Monitor 2024 พบว่า ในปี 2023 มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และวัตถุระเบิดทำลายล้างสูง (ERW) ทั่วโลกอย่างน้อย 5,757 คน โดยมีสัดส่วนของ พลเรือนคิดเป็น 84% ที่น่าตกใจคือ เด็กมีจำนวน 37% ของผู้เสียชีวิตพลเรือนทั้งหมด ตัวเลขการเสียชีวิตของเด็กที่สูงถึง 37% แสดงให้เห็นว่า
อนุสัญญาออตตาวาที่บังคับใช้มานานเกือบสามสิบปี ไม่ได้ทำให้จำนวนผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างน่าพอใจ และยังมีการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอยู่ตลอดเวลา
ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นคู่กรณีของไทย มีทุ่นระเบิดและเศษวัตถุระเบิดจากสงคราม ฝังอยู่ในดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก คาดว่ามีทุ่นระเบิดประมาณ หกล้านลูก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ จากทุ่นระเบิดถึง 65,000 คน ครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก การที่ประเทศที่พลเมืองของตนเอง เคยประสบเคราะห์กรรมมากมายเช่นนี้ กลับมีการลอบวางทุ่นระเบิดในฝั่งไทย จึงเป็นการกระทำที่โหดร้าย และสมควรถูกประณามจากนานาชาติ
หากมีโอกาสผ่านสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา (Palais des Nations) ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ จะพบกับงานศิลปะขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า "เก้าอี้สามขา" (Broken Chair) ปฏิมากรรมชิ้นนี้เป็นเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่ (สูง 12 เมตร หนัก 5.5 ตัน) แต่มีเพียงสามขาเท่านั้น ซึ่งแสดงถึง ความไม่สมบูรณ์ของเก้าอี้ เปรียบได้กับการสูญเสียขา ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของมนุษย์ จากการถูกทำลายด้วยทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
เก้าอี้สามขาถูกนำมาตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2540 ปีเดียวกับที่อนุสัญญาออตตาวาได้รับการลงนาม เพื่อเตือนใจผู้คน ถึงผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัวของทุ่นระเบิด ที่ทำให้เกิดการสูญเสียขาของมนุษย์
แม้จะมีอนุสัญญาออตตาวา ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และมีปฏิมากรรมเก้าอี้หัก เพื่อเตือนใจถึงความโหดร้ายของทุ่นระเบิด แต่การใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้าย ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้
อนุสัญญาออตตาวาไม่มีบทลงโทษทางเศรษฐกิจ หรือการใช้กำลังโดยตรง แต่กลไกสำคัญคือ แรงกดดันจากประชาคมโลก เช่น การถูกประณามอย่างรุนแรงจากนานาชาติ และการสูญเสียชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ
ทว่า หลังทหารไทยกลายเป็นเหยื่อทุ่นระเบิดของกัมพูชาครั้งแล้วครั้งเล่า ยังไม่ปรากฏผลใดๆ ในทางปฏิบัติ ของการลงโทษทางสังคมข้างต้น ต่อกัมพูชาเลย ต่างจากกรณีของแก๊งสแกมเมอร์ ที่ประเทศมหาอำนาจของโลก ได้ออกมาปกป้องประชาชนของตนเอง และใช้มาตรการคว่ำบาตรกัมพูชา เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง
การสูญเสียขาของทหารไทยที่ชายแดนในปัจจุบัน จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า สนธิสัญญาออตตาวา ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ และการลงนามในแถลงการณ์ร่วมที่มาเลเซียก็ ไร้ผลใดๆ ในทางปฏิบัติ เรายังไม่เห็นองค์กรหรือประเทศใด มีความจริงใจร่วมประณาม หรือให้ความใส่ใจต่อเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาอย่างจริงจัง
เก้าอี้สามขาที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ กรุงเจนีวา จึงกลายเป็นเพียง สัญลักษณ์ของการเตือนใจที่ถูกเพิกเฉย ในโลกที่ผลประโยชน์ทางการเมือง และความไม่จริงใจในการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ยังคงทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญต่อไปอย่างน่าเศร้า
ข่าวล่าสุด