ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง ว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินนโยบาย โดยจะต้องมีชุดนโยบายที่ผสมผสานกันในหลายระดับทั้งระดับมหภาค ซึ่งเป็นนโยบาย “กวาด” คนจนส่วนใหญ่ และมีระดับจุลภาค และ ระดับบุคคล เป็นนโยบาย “เก็บตก” เพื่อช่วยคนจนที่เหลือ ที่เป็นกลุ่มคนเจาะจง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประชากรสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน แทนที่การพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งนโยบายระดับมหภาค ควรมุ่งเน้นในการแก้ไขคนจนจำนวนมาก เป็นการ “กวาด” คนส่วนใหญ่ให้พ้นจนโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม เพื่อสร้างโอกาสและลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้กับประชาชน โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ คือ “การขยายความเป็นเมืองอย่างชาญฉลาดและทั่วถึง” เนื่องจาก มีงานศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการลดความยากจน ซึ่งอาจทำได้ ดังนี้
1) การพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดและบ้านเช่าในเมืองใหญ่และเมืองรอง (Urban Housing for All) ควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดผ่านแนวคิด “โฉนดชุมชนในเมือง” เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงและป้องกันการถูกไล่รื้อ
2) การลงทุนขยายระบบขนส่งสาธารณะราคาถูกให้เชื่อมโยงพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑล (Connected Cities) พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Fiber/5G) ให้ครอบคลุม เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและตลาด
3) การจัดตั้งกองทุนพิเศษและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุน SMEs และสตาร์ทอัพในเมืองรอง (Inclusive Urban Economy) เพื่อสร้างงานและกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงในกรุงเทพมหานคร 4) การจัดตั้งศูนย์ยกระดับทักษะอาชีพในเขตเมืองที่ประชากรมีรายได้น้อย (Human Capital in Cities) โดยเน้นทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ทักษะดิจิทัล โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งประกันการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ
นอกจากนี้ ดร.แดน ยังกล่าวถึง นโยบายระดับจุลภาค ที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนต้องเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งควรมีนโยบายดังนี้ 1) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานภาคเกษตร แรงงานภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมด แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนถึงผลิตภาพที่ต่ำมาก ภาครัฐต้องมีนโยบายเชิงรุกในการ “ย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่ภาคบริการและการผลิตที่มีผลิตภาพสูงกว่า” ผ่านโครงการ Reskilling และ Upskilling พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Farm Mechanization) และการทำฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตร 2) การส่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงการลงทุนกับผู้หญิง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการแก้ไขปัญหา ความยากจน งานวิจัย พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มนำรายได้ไปใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสุขภาพของบุตรหลาน ดังนั้นภาครัฐควรดำเนินนโยบาย เช่น ขยายบริการศูนย์ดูแลเด็กให้ครอบคลุมนอกเวลาทำการ เพื่อให้ผู้หญิงมีเวลาในการทำงานมากขึ้น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการหญิง การแก้ไขช่องว่างของรายได้และบำนาญระหว่างเพศชาย-หญิง รวมทั้งการสนับสนุนการรวมกลุ่ม ในรูปแบบสหภาพหรือสมาคม เช่น โมเดล Self-Employed Women’s Association (SEWA) ในอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายและอำนาจต่อรอง เป็นต้น และ 3) การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป้าหมาย (Targeted Poverty Alleviation): ประยุกต์ใช้แนวทางที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน โดยการ “จับคู่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ยากจน” เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกของแต่ละครัวเรือนและชุมชน และเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐที่เหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและวัดผลได้
ส่วนนโยบายระดับปัจเจกบุคคล สำหรับประชากรที่อาจตกหล่นจากนโยบายในระดับมหภาคและจุลภาค ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบาย ”เก็บตก” ที่สร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับทุกคน ได้แก่
1) การพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานสากล (Universal Basic Competency) และการรับประกันการมีงานทำ (Job Guarantee): รัฐต้องเปลี่ยนจากการสงเคราะห์เป็นการสร้างศักยภาพ โดยส่งเสริม “สมรรถนะพื้นฐานสากล” (Universal Basic Competency) ให้กับประชาชนทุกคน ควบคู่ไปกับการพิจารณาโครงการ “รับประกันการจ้างงาน” (Job Guarantee) ที่รัฐเป็นนายจ้างทางเลือกสุดท้าย (Employer of Last Resort) จัดหางานในโครงการสาธารณะประโยชน์ให้แก่ผู้ที่หางานไม่ได้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้และความมั่นคง 2) การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า (Universal Share Holding) และกระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทุน ภาครัฐควรพิจารณานโยบาย “การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า” โดยกระจายหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้แก่ประชาชนผ่านระบบการออมภาคบังคับ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีรายได้จากเงินปันผล นอกเหนือจากรายได้ค่าจ้างเพียงอย่างเดียว เรียกว่า กระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital)
“การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย ต้องการการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับ และให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การดำเนินนโยบายเชิงรุกที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างศักยภาพให้ประชาชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 3 ระดับตั้งแต่การปรับโครงสร้างประเทศ ในระดับมหภาค การพุ่งเป้าไปยังกลุ่มประชากรและพื้นที่เฉพาะในระดับจุลภาค ไปจนถึงการสร้างหลักประกันให้รายบุคคล ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างจริงจังและบูรณาการ พร้อมกับการออกแบบนโยบายของรัฐที่ตรงจุด ที่ต้องไม่มุ่งเน้นใช้งบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม แต่มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองให้สุจริต ไม่โกง ไม่มีการใช้เงินซื้อเสียงในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ประเทศไทยจะสามารถสร้างอนาคตที่ประชาชนทุกคน มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ย้ำ