มติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ไม่เพียงเป็นปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายด้านกฎหมายและการเมืองที่จำเป็นต้องได้รับการดำเนินการอย่างเร่งด่วนจากรัฐสภาทั่วโลก มติดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้ทันสมัย เพื่อกำหนดโทษต่อการบังคับให้การกระทำความผิดทางไซเบอร์ ปิดช่องโหว่ของระบบการเงินดิจิทัล และกำกับดูแลภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มกลไกตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
เสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น องค์การตำรวจสากล (INTERPOL) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงได้ (ASEAN) รวมถึงการนำแนวทางที่ให้ความสำคัญกับเหยื่อเป็นศูนย์กลางมาปรับใช้ เพื่อให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู และคืนสู่สังคมเป็นไปอย่างยั่งยืน
มติตัวกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัจจัยอันเป็นแก่นแท้ของปัญหา เช่น ความยากจน การทุจริตและการขาดช่องทางการย้ายถิ่นที่ถูกกฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างกฎระเบียบในการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลและการไหลเวียนของเงินทุนข้ามพรมแดน พร้อมทั้งส่งเสริมการสนทนาและความร่วมมือระหว่างรัฐสภา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้โดยไม่ละเมิดสิทธิทางดิจิทัล
สุดท้าย มติดังกล่าวได้เรียกร้องให้ สหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union: IPU) จัดตั้ง คณะทํางานเฉพาะกิจว่าด้วยศูนย์หลอกลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ข้ามชาติ เพื่อทำหน้าที่ติดตามการดำเนินการและส่งเสริมความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างรัฐสภาต่างๆ อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง เคารพสิทธิมนุษยชน และมีมนุษยธรรมอย่างแท้จริง