“การไปพบกันของผู้นำทหารสองฝ่ายในวันพรุ่งนี้ ทำได้แค่รับเงื่อนไขการหยุดยิงที่เกิดขึ้น เพราะรายละเอียดต่างๆ ยังคุยกันไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ มากที่สุด สองฝ่ายไปเจอกัน ถ้าเป็นรูปแบบสงครามในยุโรป ก็ลงนามการหยุดยิง แต่ฝ่ายทหารไม่สามารถทำอะไรได้เกินกว่านั้น เพราะเป็นอำนาจของฝ่ายการเมือง”
“ทหารบางท่านที่ไปวันนี้ ไม่เคยอยู่สนามรบ ไม่เคยคุมพลรบ ลองคิดดู เห็นคนเจ็บคนตาย ลูกน้องตัวเอง ทั้งพลรบ และประชาชน แล้วพรุ่งนี้ไปลงนามหยุดยิง ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร”
อาจารย์สุรชาติ ย้ำด้วยว่า สิ่งที่ตกหายไปจากเวทีเจรจาที่ปุตราจารยา มาเลเซีย คือ คณะกรรมการติดตามการหยุดยิง หรือ Monitoring Team เป็นเรื่องใหญ่กว่า แต่กลับไม่มีการพูดถึง ทั้งที่จะทำให้การหยุดยิงน่าจะมีผลได้จริงๆ
“ยูเอ็นเข้าไปหย่าศึก มีคณะทำงานเข้าไปมอนิเตอร์ ฉะนั้นต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากัน วันนี้ทางกัมพูชากล่าวหาไทยใช้แก๊สพิษ เราไม่ได้มีศักยภาพที่จะทำขนาดนั้น อย่าไปสร้างจินตนาการ แต่ก็มีการกล่าวหากัน นี่คือตัวอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต หากไม่มี Monitoring Team จะไม่มีกลไกเข้ามาจัดการ”
“ต้องมีชาติที่เป็นกลางเข้ามา ถ้าปรากฏในพื้นที่มีปัญหาการปะทะ จะมีปัญหาบานปลาย มันจึงเปราะบางบนเงื่อนไขการไม่มีคณะกรรมการควบคุมการหยุดยิง”
อาจารย์สุรชาติ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า จากปัญหาทั้งสองประการที่กล่าวมา ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบางมาก ขณะนี้ยังไม่มีการพูดเรื่องเส้นเขตแดน และแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ในวันที่ 4 ส.ค. จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องตามกันต่อไป