ความน่าสนใจของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่ความหรูหราหรือขนาดของมันเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การออกแบบที่ยั่งยืน (sustainable design) และแนวคิด “biophilic design”
ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติในทุกระดับของประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุก่อสร้างรีไซเคิล เช่น คอนกรีตและเหล็ก, ระบบ shading façade ที่ช่วยประหยัดพลังงาน, การระบายอากาศแบบธรรมชาติ หรือการจัดการของเสียจากการก่อสร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้กว่า 75% ทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ในการเป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริง
พิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2025 คือการเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ซึ่งในวันนั้นไม่ได้มีเพียงผู้บริหารระดับสูงของ Las Vegas Sands เท่านั้น แต่ยังมีแขกคนสำคัญจากรัฐบาลสิงคโปร์ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย รวมถึงนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ที่แสดงความยินดีต่อโครงการที่เชื่อว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศในอนาคต
ในโลกที่เมืองกำลังแย่งชิงการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สิงคโปร์กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยรีสอร์ตแห่งนี้ มันไม่ใช่แค่โรงแรมหรู แต่เป็นความพยายามหลอมรวมระหว่างธุรกิจ ความบันเทิง ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ในเอเชีย
รีสอร์ตอัลตร้าลักชัวรี่แห่งนี้มีกำหนดสร้างเสร็จในปี 2030 และอาจเปิดให้บริการในต้นปี 2031 ซึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมืองเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์อาจจะไม่เล็กอีกต่อไปในสายตาของโลก โดยเฉพาะเมื่อมันมีแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่พร้อมเปล่งประกายเคียงข้าง Marina Bay Sands อย่างสมศักดิ์ศรี
ประเทศไทยเอง แม้จะมีแนวคิดการผลักดัน “Entertainment Complex” อย่างจริงจังในช่วงปี 2567 – 2568 โดยมีการศึกษารูปแบบจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเก๊า ลาสเวกัส และเกาหลีใต้ แต่จนถึงปัจจุบัน กระบวนการออกกฎหมายและกำหนดนโยบายยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
สิงคโปร์: มีโมเดลเชิงปฏิบัติจริง + นักลงทุนระดับโลก + กฎหมายที่ชัดเจน
ไทย: มีแนวคิด + เสียงสนับสนุน + แต่ยังไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด
ยิ่งเมื่อเทียบกับคำกล่าวของฝ่ายบริหาร Sands ที่ว่า…
“การพัฒนารีสอร์ตแห่งใหม่นี้ คาดว่าจะสร้างงานนับพันตำแหน่ง ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกหลายล้านคน และทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางไมซ์และการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมของภูมิภาค”
ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ใครกำลังเดินหน้า และ ใครยังไม่ได้ก้าวเท้าแรก
บทเรียนจากสิงคโปร์ กล้าคิด – กล้าลงทุน – กล้าสร้างอนาคต
แม้ประเทศไทยจะมี Soft Power ที่โดดเด่น ทั้งอาหารไทย มวยไทย การแพทย์แผนไทย และความสามารถด้านบริการ แต่หากไม่มีเวที ไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีโครงการขนาดใหญ่ที่สร้าง “ประสบการณ์ครบวงจร” ก็คงยากที่จะดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวระดับบนอย่างยั่งยืน
Entertainment Complex ที่ไทยกำลังวางแผน ไม่ใช่แค่เรื่องของคาสิโน แต่คือศูนย์รวมไมซ์ ศิลปะ วัฒนธรรม สวนสนุก การประชุมระดับโลก โรงแรม พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สร้างโอกาสให้คนไทยรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ
และหากมองย้อนกลับไปที่สิงคโปร์ในปี 2010 ที่เปิด Marina Bay Sands ก็อาจไม่ต่างจากไทยในวันนี้ เพียงแต่พวกเขา “กล้าลงมือก่อน” และเดินเกมเร็วกว่าหลายก้าว
เมื่อรีสอร์ตครบวงจรแห่งใหม่ (หรือ IR ) พร้อมเปิดตัวในปี 2030 สิงคโปร์จะมี “เมืองไมซ์ – ศิลปะ – บันเทิง – ท่องเที่ยว” ที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำถามคือ… ไทยจะยังคงเป็นผู้ชม หรือพร้อมลงแข่งในเวทีเดียวกัน?
FACT: โครงการรีสอร์ตใหม่ Marina Bay Sands (สิงคโปร์)
รายงานข่าวจาก The Sun ระบุว่า รีสอร์ตแห่งใหม่นี้มีมูลค่า £5.7 พันล้าน หรือราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม ห้องสวีท 570 ห้อง, อาคารสูง 55 ชั้น “เอียง 45°”, สวนลอยฟ้าและสระน้ำบนดาดฟ้า (“Skyloop” ขนาด 76,000 ตร.ฟุต), และ อารีน่าสำหรับแฟนคอนเสิร์ตจำนวน 15,000 ที่นั่ง
สถาปนิก Moshe Safdie กลับมารับหน้าที่ออกแบบโครงสร้างใหม่ ซึ่งออกแบบให้ตึกเชื่อมความเป็นสถาปัตยกรรมเข้ากับธรรมชาติแบบ biophilic
การก่อสร้างเริ่มในกลางปี 2025 และคาดว่าแล้วเสร็จภายในปี 2030 ก่อนเปิดบริการต้นปี 2031
ข้อมูลจาก Sands Company ระบุว่าจะมีพื้นที่ห้องประชุม (MICE) ขนาด 200,000 ตร.ฟุต, ร้านค้าหรู, คาสิโน, สปา และ wellness facilities
มีผู้บริหารระดับสูงของ Las Vegas Sands เช่น Patrick Dumont (COO) และ Robert Goldstein (CEO) ร่วมงานเปิด พร้อมกล่าวว่าโครงการนี้จะเป็น “จุดหมายระดับโลก” และ “ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงหรูในเอเชีย”
ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ตึก…แต่คือระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่
Las Vegas Sands คาดว่า โครงการนี้จะสามารถสร้างงานมากกว่า 7,000 ตำแหน่ง
ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นปีละ 1.5–2 ล้านคน
เพิ่มรายได้จากไมซ์และกิจกรรมบันเทิงอีกปีละหลายพันล้านดอลลาร์
สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Soft Power เช่น ดนตรี ศิลปะ การประชุมระดับนานาชาติ และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์
นอกจากนี้ การพัฒนานี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ต้องการยกระดับ Marina Bay ให้เป็น ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน แห่งศตวรรษที่ 21