(3) การนำเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือก
ระเบียบ กกต.ว่าด้วยว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ข้อ 7 วรรคสอง กำหนดว่า “การแจกเอกสารแนะนำตัวตามวรรคหนึ่ง จะกระทำในสถานที่เลือกไม่ได้” ภายหลังศาลปกครอง พิพากษาเพิกถอนระเบียบฯในข้อนี้ ส่งผลให้ ไม่ห้ามให้ผู้สมัคร สว.นำเอกสารใดเข้าไปในสถานที่เลือกได้ หมายถึง ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามไว้ ในเมื่อระเบียบของ กกต.กำหนดห้ามไว้ ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาของศาลปกครอง
เปิดช่อง ให้ผู้สมัคร สว.นำเอกสารแนะนำตัว รวมถึงเอกสารอื่นใดเข้าไปในสถานที่เลือกได้
รวมถึง โพยฮั้วการเลือกที่จัดทำขึ้นล่วงหน้า เข้าไปในสถานที่เลือกได้ ทำให้ไม่เป็นข้อห้ามตามระเบียบ ของ กกต.ทำให้ยากแก่การตรวจสอบว่า มีการทุจริตการเลือก สว.หรือไม่
(4) การสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ของ สว.
ต้องใช้กลไกของศาลฎีกา โดยช่องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคสี่ ประกอบ พรป.การได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 วรรคสอง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็น สว.ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
เปิดช่อง ให้ “ตัวการ” “ผู้ใช้” “ผู้สนับสนุน” ในทุจริตการเลือก สว. มิใช่บุคคลผู้มีตำแหน่ง เป็น สว. แต่เป็น “รัฐมนตรี” “สส.” หรือ “ผู้บริหารท้องถิ่น”หรือ “สมาชิกท้องถิ่น” เช่น สส.พรรคภูมิใจไทย หรือ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช ไม่ต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่มีบทบัญญัติใด ห้ามบุคคลอื่น มิใช่ สว.โดยตำแหน่ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย แต่กฎหมายให้แยกดำเนินคดีอาญา ต่างหาก เป็นช่องว่างของกฎหมาย
(5) การวินิจฉัยชี้ขาด คดีเลือก สว. ใช้มติเสียงข้างมาก
กระบวนการออกแบบในการลงมติใดๆ ของ กกต.จะต้อง “มติเสียงข้างมาก” ของ กกต.จะต้องเป็นไปตามหลักเสียงข้างมาก เป็นไปตาม พรป.กกต.มาตรา 19 ประกอบ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 ข้อ 83 กำหนดว่า ในการลงมติวินิจฉัยของ กกต.ให้ลงมติเป็นหนังสือตามแบบที่ กกต.กำหนด โดยต้องมีชื่อเรื่อง และประเด็นที่จะลงมติ มติที่ลงและลายมือชื่อของกรรมการที่ลงและให้เลขาธิการ กกต.เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
เปิดช่อง การลงมติ “เสียงข้างมาก” หากขั้วอำนาจ “สีน้ำเงิน” รวบรวมเสียง กกต. จำนวนเกินกึ่งหนึ่ง (มากกว่า 4 เสียงจาก 7 เสียง” อาจมีผล “ยกคำร้อง” หรือไม่ก็ได้
ระเบียบฯข้อ 85 วรรคสอง เปิดช่องให้ กกต.ใช้ดุลพินิจ “มีหลักฐานเหตุอันควรเชื่อ” หมายถึงการเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจของกรรมการการเลือกตั้งของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง(2) รัฐธรรมนูญย่อมคุ้มครอง
จึงเป็นจุดอ่อนในคดี เพราะในชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยและในชั้น กกต.ย่อมมีความเห็นต่าง และกฎหมายเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยชี้ขาด เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยสามารถวินิจฉัย “ยืน” “ยก” “กลับ” และ “แก้” ตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ จึงเป็นที่มาของจุดอ่อนและเอาผิดกลุ่ม สว.สีน้ำเงินและพลพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างจะยาก แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอ้าง เพียงว่า การแจ้งข้อเท็จจริงให้ทราบไม่เพียงพอ แต่ลอกข้อเท็จจริงที่แจ้งข้อหาเหมือนกัน แต่ละบุคคลก็ตาม โดยให้การปฏิเสธ ลอยๆก็ตาม