เนชั่นทีวี

การเมือง

“มติแพทยสภา” ส่งผลทางจิตวิทยาทางการเมืองมากกว่าที่คิด!

13 มิ.ย. 2568 | titayu_pur

“มติแพทยสภา” ส่งผลทางจิตวิทยาทางการเมืองมากกว่าที่คิด!

“มติแพทยสภา” ยืนยันลงโทษ 3 หมอ เอี่ยวปม “ชั้น14” ส่งผลทางจิตวิทยาทางการเมืองมากกว่าที่คิด! หนึ่งในเชื้อสุมไฟ จุดม็อบล้มรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง?

13 มิถุนายน 2568 "แม้จะไม่ถูกใจใครบางคน แต่ได้ใจผู้คนไปไม่น้อย" กรณีที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา วานนี้ (12 มิ.ย.) ที่มีมติ "ยืนมติเดิม" ลงโทษแพทย์ 3 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ "ชั้น14" "รพ.ตำรวจ" แม้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ จะใช้สิทธิ์ “วีโต้” (ยับยั้ง) มติการลงโทษดังกล่าว

“มติแพทยสภา” ส่งผลทางจิตวิทยาทางการเมืองมากกว่าที่คิด!
 

“มติแพทยสภา” สะท้อนนัยยะในหลายด้าน
 

1.ยืนยันมติเดิม ด้วยจำนวนเสียงมากกว่าเดิม

 

 - แม้ รมว.สธ.ในฐานะ “สภานายกพิเศษ” วีโต้

 

 - แม้ รมว.สธ. จะขอสิทธิ์เข้าชี้แจงก่อนลงมติ

 

 
2.กรรมการแพทยสภายืนหยัดในจุดยืนเดิม

 

 - แม้มีกระแสกดดันจากฝ่ายการเมืองชัดเจน

 

 - กรรมการในส่วนที่เป็นข้าราชการก็เข้าประชุม ไม่ขาดประชุมตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์

 

 - กรรมการในส่วนที่เป็นข้าราชการก็ยืนยันมติเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมติ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข

 3.ข้อต่อสู้ ท้วงติง ดิสเครดิตจากฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงมติ

 

 - ที่กล่าวอ้าง/โจมตีจริยธรรมของกรรมการแพทย์สภาบางคน ไม่กระทบการลงมติใหม่

 

 - ไม่มีเหตุหรือเพิ่มน้ำหนักกรณีมีการนำเรื่องไปฟ้องศาลปกครองต่อ

 

 4.มติแพทยสภายืนยันด้วยจำนวนเสียงท่วมท้น ส่งผลให้ข้อกล่าวหา “ป่วยทิพย์” ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป

 

 - เกิดแรงกดดันต่อองค์กรอื่นๆ ในการตรวจสอบกรณีขั้น 14 ในมิติต่างๆ ต่อไป

 

 5.เกิดกระแสต่อต้านพฤติกรรมของอดีตนายกฯ กว้างขวางขึ้น

 

 - เพราะหลักฐานชัดเจนว่าได้รับอภิสิทธิ์ในการบังคับโทษ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้กระทำเองโดยตรงก็ตาม

 

 - แพทย์คือกลุ่มคนในวิชาชีพที่มี “ต้นทุนทางสังคม” สูงมาก และได้รับการยอมรับนับถือจากสังคมไทย

 

 - การมีปัญหากับแพทย์ สังคมมักเชื่อแพทย์มากกว่า โดยเฉพาะหากอีกฝ่ายเป็นนักการเมือง

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 6.การดำรงอยู่ในอำนาจของนายกฯ แพทองธาร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น

 

 - เพราะตัวนายกฯ และพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถแยกออกจากกันได้กับอดีตนายกฯทักษิณ

 

 - เมื่ออดีตนายกฯ ถูกต่อต้านมากขึ้น ย่อมส่งผลกับนายกฯแพทองธาร ผู้เป็นลูกสาว และพรรคเพื่อไทย

 

 - ซ้ำเติมปัญหาอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งรัฐบาลแพทองธารยังแก้ไขไม่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ และความมั่นคง ล่อแหลมที่สุดในขณะนี้คือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

 

 7.มติแพทยสภาอาจเป็น “สารตั้งต้น” ในการขับเคลื่อนสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

ม็อบจุดติด แต่ไม่มีวิกฤตชุมนุมใหญ่ทางการเมือง
 

หลายคนเห็นการเคลื่อนไหวของ “ม็อบหนุนแพทยสภา” วานนี้แล้ว อาจประเมินว่า ม็อบกำลังจะจุดติด และจะเกิดวิกฤตชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลต่อไป

ข้อมูลจากหน่วยข่าวของตำรวจ ประเมินว่า ความเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มต่างๆ เริ่มมีมากขึ้น จัดกิจกรรมบ่อยขึ้น นับตั้งแต่มีปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงและชาตินิยม ทำให้เรื่องอื่นๆ ที่ประดังตามมามีน้ำหนักมากขึ้น เช่น กรณีชั้น 14 หรือ มติแพทยสภา

แต่หากสถานการณ์ยังดำรงอยู่แบบนี้ ยังไม่มี “จุดเปลี่ยนที่สำคัญ” บรรยากาศการชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อรอจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ หรือสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ได้

แหล่งข่าวจากนายตำรวจระดับสูงที่กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า “ม็อบจะฮึ่มๆ อยู่แบบนี้ รอจังหวะรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ”

สอดคล้องกับแหล่งข่าวใน “ศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ” ที่บอกว่า มีการหารือนอกรอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จริงๆ ในทางการข่าว ถือว่า “ม็อบจุดติดแล้ว” จากกรณีกัมพูชา เพียงแต่ยังไม่มีการชุมนุมใหญ่ เพราะฝ่ายกัมพูชายอมถอยไปก่อน แต่สถานการณ์ยังไว้วางใจไม่ได้ หากมีเงื่อนไขเกิดขึ้นในเรื่องเขตแดน เช่น การปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วรัฐบาลแสดงท่าทีเข้าข้างหรืออ่อนข้อให้กัมพูชา แบบนี้จะมีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน
 

แต่เงื่อนไขการชุมนุมจะไม่มีประเด็นการเมืองโดยตรง ด้วยเหตุผล คือ
 

 1.ทิศทางการเมืองทั้งเรื่องคดีต่างๆ เรื่องนิติสงคราม และปัญหาจากการบริหารราชการแผ่นดิน สังคมคาดการณ์ได้อยู่แล้ว และสถานการณ์กำลังเดินไปสู่จุดที่รัฐบาลไม่สามารถไปต่อไดิ้

 

 2.ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลหมดความเชื่อมั่น และไปต่อไม่ได้ คือ

 

 - ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า แต่จะไม่เกิดม็อบใหญ่จากเรื่องนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกก็แย่ มีปัญหาภาษีทรัมป์ ทุกคนเข้าใจและยอมรับได้ เพียงแต่ไม่พอใจรัฐบาลที่แก้ปัญหาไม่ได้ตามที่โฆษณา

 

 - กรณีอดีตนายกฯทักษิณ ได้รับอภิสิทธิ์ในการบังคับโทษ ไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ สังคมก็รับทราบอยู่แล้ว และคดีความกำลังเดินหน้าต่อไป ผู้เกี่ยวข้องจะโดนคดีทั้งอาญา และวินัย

 

 - รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ได้เลย รวมถึงไม่สามารถขับเคลื่อนรัฐบาลไปได้อย่างมีเอกภาพ ทำให้รัฐบาลชุดนี้ไปต่อยากมาก ไม่มีความจำเป็นต้องจัดม็อบไล่ รัฐบาลก็ไปต่อไม่ได้ด้วยตัวรัฐบาลเองอยู่แล้ว

 

 3.ฝ่ายกองทัพไม่มีแนวคิดที่จะยึดอำนาจ เนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นยุคของรัฐบาลทหารไปไม่นาน และทหารยังคงบอบช้ำ
 

ความจริงที่น่าเศร้า ไม่เอาเพื่อไทย ไม่มีคนใหม่มาแทน
 

4.แกนนำม็อบไม่มี “ทางเลือกใหม่ๆ” ในทางการเมืองมานำเสนอกับสังคม ฉะน้ั้นการชุมนุมใหญ่จึงเกิดขึ้นยาก เนื่องจากล้มรัฐบาลชุดนี้แล้ว ไม่มีใครเป็นความหวังให้กับสังคมได้เลย ไม่ว่าจะเป็นพรรคสีส้ม ก็ถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมต่อต้าน ไม่ไว้วางใจ หรือ พรรคสีน้ำเงิน ก็มีปัญหาพัวพันเยอะมาก จนไปต่อยากเหมือนกันหากมีอำนาจ

 5.สุดท้ายสังคมจะปล่อยให้การเมืองแก้ด้วยการเมืองเอง และคลี่คลายไปตามระบบ โดยการชุมนุมใหญ่จะเกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว คือ ปัญหาชายแดนกัมพูชา

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ข่าวล่าสุด