ผลลัพธ์ที่ออกมาก็สามารถเจรจากันด้วยสันติวิธี ทำให้ไม่ต้องมีการปะทะกันที่รุนแรงเกิดขึ้น ได้ระดับพื้นที่หน่วยงานด้านความมั่นคงและกองทัพ ได้มีกรรมประสานกับผู้นำเหล่าทัพของกัมพูชาในหลายครั้งเพื่อที่จะพูดคุยเจรจาบริเวณชายแดน โดยแต่ละหน่วยก็มีความคุ้นเคยกันอยู่แล้วทำให้การพูดคุยเป็นไปด้วยดี
โดยนายฮุนเซน ได้ประสานงานส่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ นายญึก บุญชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี มาขอความร่วมมือในการแก้ไข ในพื้นที่ที่มีการพิพาท และได้รายงาน ไปยังนายฮุน เซน ทำให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น รวมไปถึงทำความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ในสถานการณ์ปกติ ส่วนประชาชนพื้นที่อื่นๆก็ยังมีกำลังพลตามเดิม ส่วนกระทรวงการต่างประเทศก็เน้นย้ำเรื่องการประชุม JBC ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ โดยยืนยันว่ามีการคอนเฟิร์มทั้งหมด ว่าจะมีการประชุมเกิดขึ้นแน่นอน
ส่วนที่ทำรัฐบาลกัมพูชามีความประสงค์จะส่งเรื่องไปยังศาลโลกหรือ JIC รัฐบาลไทยยืนยันว่าไม่รับเขตอำนาจศาลโลก โดยที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการผ่านพิธีทางการทูต ซึ่งถือว่าเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลและมีผลลัพธ์ที่ออกมาดีโดยตลอด และเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าบางครั้งอาจไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะได้ เนื่องจากต้องเคารพ ข้อมูลการพูดคุยระหว่าง 2 ประเทศ
ขณะที่มาตรการระหว่างประเทศ บริเวณชายแดนได้มีการกำชับเปิดปิดด่านตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไม่ได้มีการปิดด่านถาวร ตามที่มีข่าวลือออกมาเนื่องจากทราบดีว่าบริเวณดังกล่าวมีการค้าขายระหว่างประเทศหากปิดจะส่งผลเสียต่อประชาชนเพราะฉะนั้น จะมีมาตรการที่รัดกุมในเรื่องเวลาเปิดปิด
ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนในการเจรจาในครั้งนี้ เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พูดคุยกับหัวหน้าหน่วยทุกคนที่ได้รายงานตรง และบางอย่างไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีออกมาพูด เนื่องจากจะเกิดผลกระทบที่ไม่ดี แต่มีหลายข้อมูลที่เล็ดลอดออกไป แต่ก็มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับกัมพูชาได้
พร้อมกับขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการสื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สร้างความแตกแยกกันเองภายในประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นคงและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าเราจะสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้ด้วยสันติวิธี ผู้ประกอบการในพื้นที่จะได้มีความมั่นใจ และรัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งว่าการเจรจาทั้งหมดนี้ผ่านไปด้วยดี และจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแน่นอน
ส่วนสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดสงครามอย่างแน่นอน
นายกรัฐมนตรี ตอบสั้นๆเพียงว่า “ค่ะ”
ส่วนมั่นใจกับท่าทีของผู้นำกัมพูชามากน้อยเพียงใด เนื่องจากยังคงมีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียในเชิงลบ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการสื่อสารในเรื่องนี้ในลักษณะคล้ายกันหลายจุด เช่นการพูดคำว่าถอยของทั้งสองฝั่งก็ไม่อยากใช้คำนี้แต่ใช้คำว่าปรับกำลังทั้งคู่ เพราะจะเป็นการให้เกียรติทั้งสองฝั่งไม่ใช่เพียงกัมพูชา และหากพูดถึงความพร้อมในการรับมือทางเราก็พร้อมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะในแบบไหน เราต้องเตรียมความพร้อมไว้ก่อนอย่างที่เคยบอก เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม
ส่วนที่ทางมูลนิธิสุนัขเฝ้าบ้าน ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องการรักษาอธิปไตย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รับทราบ ซึ่งความคิดเห็นรัฐบาลพร้อมรับฟังอยู่แล้วทุกข้อเสนอ และสิ่งที่เราได้ทำอยู่กองทัพก็มีการวางกำลังและมีหน่วยในการดูแลอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาจะนำเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ทางการไทยจะนำทั้ง MOU 43 รวมถึง MOU 44 ไปหารือด้วยเลยหรือไม่ เพื่อเป็นการยืนยันว่า ไม่รับอำนาจศาลโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ใน MOU 43 พร้อมกล่าวต่อว่าขอพิจารณาเป็นเรื่องต่อเรื่องไป เหมือนที่ยืนยันกับทางกัมพูชา ว่าขอโฟกัสที่เรื่องข้อพิพาทตรงนี้ไม่ใช่เอาทุกเรื่องมาปนกันหมดไม่อย่างนั้นจะไม่ชัดเจนในแต่ละหัวข้อแต่แน่นอนว่าทุกเรื่องที่มีปัญหาหรือยังไม่จบ อย่างไรฝ่ายรัฐบาลฝ่ายบริหาร ก็ต้องพิจารณาดูแลอยู่แล้ว ก่อนย้ำว่ารัฐบาลแก้ทีละปมทีละจุด
เมื่อถามถึงการเจรจากับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประธานวุฒิสภากัมพูชาอะไรคือ หลักในการหารือหาทางออก ทำให้ทางกัมพูชาอ่อนลง
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ทั้ง 2 ประเทศต้องการสันติวิธี ส่วนมีหมัดเด็ดอะไรในการพูดคุยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเราคุยกันผ่านความจริงใจ ว่าเรามีความจริงใจแบบนี้ ไม่ต้องการให้คนทั้ง 2 ประเทศมีปัญหากันต้องการความสงบและถึงเวลาที่เราต้องขับเคลื่อนและเร่งเครื่องเศรษฐกิจมากกว่า
ไม่อยากให้เป็นสนามรบหรืออะไรก่อนที่จะเดินออกจากโพเดียมสัมภาษณ์ในทันที แม้ว่าสื่อมวลชนจะพยายามสอบถามต่อ เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี