4. การยกเลิก การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ 5 วัน ได้แก่ วันมาฆะบูชา วันวิสาขะบูชา วันอาสฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา จากการวิเคราะห์เบื้องต้นจากข้อมูลปี 2565-2567 พบค่าเฉลี่ยจำนวนผู้บาดเจ็บต่อวันในวันพระใหญ่ 1,967ราย ลดลง 5% เมื่อเทียบกับวันหยุดนักขัตฤกษ์อื่นๆ ไม่รวมปีใหม่ สงกรานต์ที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษ
ส่วนค่าเฉลี่ยการเสียชีวิตต่อวัน 36 ราย ไม่มีความแตกต่าง จึงสมควรศึกษา ตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง ที่สำคัญหากจะยกเลิกการห้ามขายวันพระใหญ่ ก็ควรรับฟังความเห็นของประชาชนก่อน
"ตามมติ ครม.ได้กำหนดให้ศึกษาความเหมาะสม การเร่งรีบออกมาตรการต่างๆ ให้ทันสงกรานต์โดยไม่ศึกษาอย่างดี ย่อมเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าเข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทและอาจส่งผลให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากมาตรการของรัฐถึงประมาณ 600-800 คน คณะกรรมการฯ จึงมีความชอบธรรมและเหตุผลจำเป็นที่ต้องตั้งคณะศึกษาทางวิชาการอย่างรอบคอบรอบด้านเพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนที่เป็นหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" นพ.คำนวณ กล่าว
ด้าน นายเจษฎา แย้มสบาย เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กรุงเทพมหานคร ได้อ่านแถลงการณ์เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ สรุปว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับได้มีโอกาสขับเคลื่อนการทำงานผ่านมาหลายรัฐบาล หลายนายกรัฐมนตรี ไล่เรียงไปตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนมาถึงยุคของนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีแต่ละท่านไม่เคยทำและไม่มีนโยบายที่ทำ คือการกำหนดหรือผลักดันนโยบายที่เป็นภัยคุกคามความปลอดภัยทางถนนของพี่น้องประชาชน
โดยนำข้ออ้างทางเศรษฐกิจมาเป็นเหตุผลในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว พิจารณาได้จากในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ.2544-2549 ตลอดช่วงเวลา 6 ปีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้อนุมัติให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ขึ้น ในประเทศไทยจนเป็นรากฐานการรณรงค์และการบังคบใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยทางถนนตราบถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นแล้วในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ออกประกาศห้ามสถานีบริการน้ำมันขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ จาก 2 นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดคุณูปการอันใหญ่หลวงในการลดปัจจัยเสี่ยงทางถนนในประเทศไทย และในรัฐบาลชุดต่อๆมาก็มีความก้าวหน้าในการออกมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดผลกระทบทางสังคม ที่หลากหลายแตกต่างกันไป และไม่ปรากฎว่ามีนายกรัฐมนตรีคนไหนผลักดันนโยบายที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบนท้องถนนเลย
“จนมาถึงยุคนายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายที่เป็นภัยคุกคามความไม่ปลอดภัยทางถนนของคนไทย จึงถือกำเนิดขึ้น คือการอนุญาตให้ 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) เปิดสถานบันเทิงได้ถึงเวลาตี 4 จากผลการดำเนินนโยบายดังกล่าวผ่านมา 1 ปีกับ 3 เดือน ผลสรุปอุบัติเหตุใน 5 พื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 30 % ต่อมาประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ่งที่นายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กระทำสวนทางกับสิ่งที่บิดาทำอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามจะผลักดันนโยบายให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในวันพระใหญ่ 5 วัน ให้ประชาชนสามารถสั่งซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ได้ รวมถึงการยกเลิกการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลา 14.00-17.00 น. พวกเราเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับจึงออกแถลงการณ์คัดค้านนโยบายดังกล่าว เพราะจะก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลมุ่งหวัง ขอวิงวอนไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศเป็นสำคัญ นโยบายใด ๆ ที่ก่อให้เกิดผลเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รัฐบาลต้องพึงงดเว้น และควรทบทวนการขยายเวลาสถานบริการในพื้นที่นำร่องให้กลับมาเป็นปกติจะเป็นประโยชน์กว่ามาก และยังมีหลายอย่างที่ควรทำเช่นแก้กฎหมายเพิ่มโทษเมาแล้วขับชนคนตายต้องติดคุกจริงไม่รอลงอาญา หรือแก้ไข พรบ.สถานบริการให้ทันสมัย นำสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการเข้าระบบควบคุม" นายเจษฎา กล่าว