4.นอกจากการเสนอนโนบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 แล้ว การกระทำอื่นๆตามคำร้องมิได้เป็นการกระทำของพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคยืนยันว่า นอกจากการเสนอนโยบาย 112 ในการหาเสียงแล้ว การกระทำอื่นๆทั้ง กรณีที่มี สส.เข้าชื่อ และสส.ไปปรากฎตัวอยู่ที่ชุมนุม กรณีที่สส.ไปเป็นนายประกัน หรือตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยคดี112 หรือ กรณีสมาชิกพรรคที่ไปเสนอและยกเลิกให้ยกเลิก ม.112 ล้วนไม่ได้เป็นการกระทำของพรรค
ทั้งนี้ไม่เคยมีการไต่สวนพยานบุคคลที่ถูกอ้างอิงถึง และข้อเท็จตริงตามเอกสารไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลที่ปรากฎกระทำไปโดนถูกสั่งการจากพรรคก้าวไกล จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่ศาลไม่อาจรับฟังได้
5.การกระทำตามที่ กกต.กล่าวหามิได้เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ
โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีการผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ และจะต้องผ่านการตรวจสอบความชอบจากศาลรัฐธรรมนุญ ดังนั้นทั้งหมดจึงเป็นการกระทำโดยชอบรัฐธรรมนูญ และในอดีตมีการเสนอแก้ไขม.112 หลายรั้งแต่ก็ไม่ได้ถูกนำไปเขื่อมโยงว่าจะล้มล้างการปกครอง
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามความเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจกับกฎหมายพรรคการเมืองโดยตรงแล้ว การกระทำของก้าวไกลไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง และคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 สั่ง 2 ประการเท่านั้น ไม่ได้มีคำสั่งให้พรรคก้าวไกลยกเลิกเสนอนโยบายแก้ไขกฎหมาย112 ในการหาเสียง แสดงว่า ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครอง เพราะถ้าศาลเห็นว่า การล้มล้างการปกครองก็คงจะต้องสั่งให้ไม่ใช้นโยบายนี้ในการหาเสียงในอนาคต
และพรรคยืนยันว่า การกระทำของสมาชิกพรรคเป็นการใช้เสรีภาพส่วนบุคคลที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายทั้งสิ้น ทั้ง สส.ที่ไปปรากฎตัวในที่ชุมนุมทางการเมือง ก็เป็นการไปสังเกตการณ์ ซึ่งไม่จำเป็นว่า สส.ที่ไปปรากฎตัวไม่ใชว่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องและไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม
ส่วนการติดสติ๊กเกอร์ของนายพิธา บนเวทีปราศรัยที่ จ.ชลบุรี เป็นการเห็นด้วยกับการแก้ไขไม่ใช่ยกเลิก และเป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะ สส.
6.ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรยุบพรรคก้าวไกล การยุบพรรคต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดระมัดระวังและให้ได้สัดส่วนของพฤติการณ์ของพรรคกาคเมือง และต้องเป็นมารตรการสุดท้ายเมื่อไม่มีมาตรการอื่นยับยั้งการกระทำได้ทันท่วงทีและจะต้องปรากฎพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่พบว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองที่ใกล้เคียงกับผลทำให้ต้องยุบพรรคนั้นเสีย ซึ่งพฤติการณ์ตามคำร้องของกกต.นั้น มิได้เป็นการใช้กำลังบังคับในการล้มล้างการปกครองหรือใช้อำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในรูปแบบอื่น ดังนั้นการกระทำของพรรคก้าวไกลจึงไม่ได้เป็นการกระทำที่รุนแรงอันสมควรเป็นเหตุต้องทำการยุบพรรค และศาลรัฐธรรมนูญ3/2567 มีคำสั่งแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องยุบพรรคก้าวไกล
7.แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งยุบพรรค ก็ไม่มีอำนาจกำหนดระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิสมัครการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค เพราะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หากไม่ได้บัญญัติต้องไม่เพิ่มภาระ และไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญรับรองไว้จะต้องอาศัยอำนาจจากนิติบัญญัติ ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามหลักของรัฐธรรมนูญจะจำกัดสิทธิมิได้ เพราะถ้าจะจำกัดสิทธิต้องเท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่าตั้น
8.การกำหนดระยะเวลาเพิกถอนสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคต้องพอสมควรแก่เหตุก็คือควรกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปีตามที่ กกต.ร้องขอ
9.การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเพิกถอน เฉพาะของกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลมิได้รู้หรือควรรู้ได้ว่า การกระทำในคดีนี้เป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 92 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้ กกต. เคยวินิจฉัยยกคำร้องข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กกต.เองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐก็ยัง เคยให้ความเห็นว่า ว่าการกระทำนี้ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมอยู่ในวิสัยที่สามารถเชื่อได้ว่า การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นตามคำร้องในคดีนี้ ย่อมชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน และการเพิกถอนนั้น ต้องเพิกถอนเฉพาะกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด