ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ได้แจ้งความกับ บก.ปปป.ช่วงวันที่12มีค.2567ว่าขอให้ดำเนินคดีกับนางสาวสุภา นายศรชัย นายอภิชาติ นายมารุต กรณีร่วมกันสั่งการและให้ความเห็นชอบเสนอคดีพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวก ในลักษณะที่นางสาวสุภากับพวก ให้การช่วยเหลือพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ โดยพบว่านางสาวสุภาให้สำนักบริหารกลาง สำนักงานป.ป.ช. ออกเลขรับหนังสือและให้ความเห็นว่าเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องใหม่ จากนั้นส่งให้สำนักการไต่สวนทุจริตภาครัฐ 1 ดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัจฉริยะจึงร้องทุกข์กล่าวโทษนางสาวสุภาเเละพวก ต่อบก.ปปป.ว่า กรณีนี้นางสาวสุภาเเละพวกจะออกเลขรับหนังสือและอ้างว่าเป็นเรื่องใหม่ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพตอ.ภาคภูมิ และคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติ4:1 ในวันที่15พย.2566ว่า ให้ส่งสำนวนส่วนแรกให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ตาม พรป.ปปปช.มาตรา61วรรคสอง
แต่ต่อมาคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติ4:1ในวันที่4มีค.2567 ว่า ป.ป.ช. รับเรื่องกล่าวหาพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวกไว้ดำเนินการเองและขอคืนสำนวนของพตอ.ภาคภูมิกับพวกจากพนักงานสอบสวนมาดำเนินการเองเช่นกัน
รายงานข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. เเจ้งว่า การออกเลขรับหนังสือของ ป.ป.ช. นั้นมีสิ่งที่น่าพิจารณาคือ ต้องเป็นมติคณะกรรมการป.ป.ช. เท่านั้นในการพิจารณาว่าจะออกเลขรับหรือไม่ ไม่ใช่ความเห็นของกรรมการป.ป.ช. คนใดคนหนึ่งหรือสำนักในการกำกับดูเเลของกรรมการป.ป.ช. คนนั้นดำเนินการโดยลำพัง เเละไม่ใช่อำนาจของสำนักบริหารกลางที่เป็นหน่วยงานในการกำกับดูเเลของประธานป.ป.ช. จะดำเนินการได้เช่นกัน
รายงานข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. เเจ้งว่า การที่สำนักการไต่สวนทุจริตภาครัฐ1 รับเรื่องนึ้จากนางสาวสุภามาดำเนินการในช่วงต้นเดือนมค.2567นั้น อาจดำเนินการโดยมิชอบเพราะขัดระเบียบของสำนักงานป.ป.ช.อย่างชัดเจนเเละสำนักบริหารกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับประธานป.ป.ช.ร่วมดำเนินการเรื่องนี้ด้วยนั้น ประธานป.ป.ช. ควรรู้การดำเนินการดังกล่าวว่ากระทำไม่ได้เเต่ทำไมประธานป.ป.ช. ปล่อยให้สำนักบริหารกลางเเละสำนักการไต่สวนทุจริตภาครัฐ1ดำเนินการเเบบนั้น
“เเละเรื่องนี้จะผูกพันข้อกฎหมายในอนาคตที่มีผลกับการพิจารณาคดึของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวก เพราะมติของกรรมการป.ป.ช.บางคนที่ลงมติให้ป.ป.ช.นำสำนวนคดีมินนี่ส่วนที่1เเละส่วนที่2จากพนักงานสอบสวนกลับคืนมา เพราะการออกเลขรับหนังสือดังกล่าวดำเนินการโดยมิชอบ หากมีการตรวจสอบการออกเลขรับหนังสือที่ดำเนินการโดยมิชอบในครั้งนี้ อาจต้องรื้อขั้นตอนคดีนี้ใหม่ทั้งหมด เเละอาจทำให้กรรมการป.ป.ช.บางคนที่ลงมติในตอนนั้นเข้าข่ายกระทำผิดมาตรา157เเห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วย” รายงานข่าวจากสำนักงานปปช.ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับกรณีที่นายสมบัติ ธรธรรม ซึ่งเคยร่วมงานกับนางสาวสุภาคือนายสมบัติเคยทำหน้าที่อนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 (กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ซึ่งนางสาวสุภากำกับดูแล
ต่อมานายสมบัติได้มาทำหน้าที่อนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 ซึ่งนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป.ป.ช. กำกับดูแล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นช่วงปลายเดือนมีค.2567นายสมบัติได้ทำหนังสือถึงนายเอกวิทย์ เพื่อขอลาออกจากตำแหน่งอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ และมีผลเมื่อวันที่ 1 เมษายน2567 โดยพบว่านายสมบัติเป็นหนึ่งในบุคลากรของสำนักงานป.ป.ช. ซึ่ง บก.ปปป.ส่งสำนวนให้สำนักงานปปช.ดำเนินการสอบสวนลงโทษ เพราะพบว่านายสมบัติและบุคลากรของสำนักงานป.ป.ช.อีกจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยพ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ได้ร่วมกันตกแต่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ที่ต้องยื่นให้สำนักงานป.ป.ช.ตรวจสอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จและใช้เอกสารปลอมหลายวาระ โดยบก.ปปป.พบหลักฐานว่า พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์มีการสื่อสารกับนายสมบัติหลายครั้งอีกด้วย