ประธานาธิบดีฯ เยอรมนี เยือนไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 22 ปี ฐานะแขกของรัฐบาล
25 ม.ค. 2567 | tinakit_rat

ประธานาธิบดีฯ เยอรมนี เยือนไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 22 ปี ฐานะแขกของรัฐบาล นายกฯ นำตรวจแถวทหารกองเกียรติยศผสม ก่อนหารือข้อราชการเต็มคณะ
การเมือง
25 ม.ค. 2567 | tinakit_rat

ประธานาธิบดีฯ เยอรมนี เยือนไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 22 ปี ฐานะแขกของรัฐบาล นายกฯ นำตรวจแถวทหารกองเกียรติยศผสม ก่อนหารือข้อราชการเต็มคณะ
25 มกราคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมภริยา ให้การต้อนรับ ดร.ฟรังค์ วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit)
โดยมี พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ และตัวแทนผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนรอแถวร่วมให้การต้อนรับ
ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ พร้อมนำประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม เมื่อเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ นายกรัฐมนตรี เชิญประธานาธิบดีเยอรมนี และภริยา เข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นไปยังห้องสีม่วง เพื่อแนะนำคณะรัฐมนตรี และลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาล
หลังจากนั้น เวลา 10.15 น. นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมบุคคลสำคัญฝ่ายไทย ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทางด้านบุคลลสำคัญฝ่ายเยอรมนี ได้แก่ นาย Hubertus Heil รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและกิจการสังคม และนาย Michael Kellner รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ ร่วมหารือข้อราชการ ณ ห้องสีงาช้าง ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือร่วมกับภาคเอกชน ในเวลา 10.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ และแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
เมื่อเสร็จสิ้นการหารือกับภาคเอกชน นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จะแถลงข่าวร่วมกันต่อสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ณ ตึกสันติไมตรี ก่อนร่วมกันเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี และช่วงเที่ยง นายกรัฐมนตรี จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และภริยา
สำหรับการเดินทางเยือนไทยของ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ไทย จะได้ผลักดันความสัมพันธ์รอบด้าน สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การเพิ่มการค้า การลงทุนระหว่างกัน และความร่วมมือในประเด็นที่เป็นความท้าทายร่วมกัน อาทิ ด้านภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
รวมทั้งจะเป็นโอกาส ส่งเสริมประเด็นที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไทย ได้แก่ ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา และการพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับการลงทุนของเยอรมนีในไทย ตลอดจนยกระดับหนังสือเดินทางไทย ยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อเดินทางเข้าเขตเชงเกน
ทั้งนี้ การเยือนไทยในระดับประธานาธิบดีเยอรมนี นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2545 และเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในระดับผู้นำรัฐบาลจากต่างประเทศครั้งแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยวัตถุประสงค์เน้นย้ำความเป็นพันธมิตรที่ยาวนานระหว่างไทยกับเยอรมนี และเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมืออย่างรอบด้าน บนพื้นฐานของค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน
ภายหลังการประชุม นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.ฟรังค์ วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่วมกันแถลงภายหลังการเข้าพบหารืออย่างเป็นทางการ โดย นายเศรษฐา กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่มาเยือนในรอบ 22 ปี ไทยและเยอรมนีมีความสัมพันธ์กันมากว่า 162 ปี โดยเยอรมนีเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในอียู ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ในอาเซียน ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องกำหนดเป้าหมายในการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์
วันนี้มีการหารือได้ในหลายเรื่อง ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือในด้านความยั่งยืน การรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 โดยเยอรมนีพร้อมให้การสนับสนุนไทย ด้านเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ.2040
รวมถึงขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของเยอรมนีในไทย เพื่อให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ เยอรมนีจะส่งเสริมการทำการเกษตรแบบยั่งยืน ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในไทยอย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5
สำหรับการเยือนครั้งนี้ มีคณะภาคเอกชนเยอรมนีร่วมเดินทางมาด้วย ตนจึงได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพด้านเศรษฐกิจของไทย และโอกาสใหม่ๆ สำหรับภาคเอกชนเยอรมนี หลังจากที่ไทยกับสหภาพยุโรป สามารถบรรลุการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีได้สำเร็จ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายไว้ภายในปี 2568
นอกจากนี้ ยังได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งโครงการแลนด์บริจด์, โครงการยกระดับการขนส่งระบบรางและโลจิสติกส์ของไทย, การส่งเสริม Ease of Doing Business รวมทั้งการสร้างทรัพยากรมนุษย์ โดยการเพิ่มพูนความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน ในโอกาสนี้ ภาคเอกชนเยอรมนีได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาประกอบการในไทยในด้านงานสินค้านานาชาติและการรีไซเคิล และการผลิตเม็ดพลาสติกจากขยะ นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้ให้ข้อมูลความต้องการในการเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งรัฐบาลจะนำไปพิจารณา เพื่อดึงดูดการลงทุนจากเยอรมนีต่อไป
อีกประเด็นสำคัญคือ การส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและเยอรมันเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน โดยปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเดินทางมาไทยประมาณ 7 แสนคน ทั้งนี้ ชาวเยอรมันได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา 30 วันอยู่แล้ว ตนจึงได้ขอให้ฝ่ายเยอรมนีสนับสนุนไทยให้สามารถบรรลุการเจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อขอยกเว้นตรวจลงตราสำหรับการเดินทางเข้าเขตเชงเกนให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันนี้ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และภริยา มีกำหนดเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ส่วนพรุ่งนี้(26 ม.ค.) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จะเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำไฮบริดที่เขื่อนสิรินธร ซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก และโครงการเกษตรยั่งยืนที่เป็นความร่วมมือระหว่างเยอรมนีกับไทย รวมทั้งเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นที่นิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
นายกฯ กล่าวอีกว่า หวังว่าการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างไทยกับเยอรมนี ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิด และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะในด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้ประเทศไทยกับเยอรมนี มีความร่วมมือในทุกมิติที่แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยในห้วงเดือนมีนาคม ตนมีกำหนดที่จะเดินทางเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อและผลักดันความร่วมมือระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันต่อไป
ด้าน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กล่าวว่า ตนมีความตั้งใจที่จะเดินทางมาเยือนไทย ขอบคุณสำหรับคำเชิญและการต้อนรับที่อบอุ่น ความสัมพันธ์ของสองประเทศมีประวัติมาอย่างยาวนานกว่า 160 ปี มีการทำสัญญาการค้า สำรวจเส้นทางเดินเรือทางทะเล ซึ่งขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง มีคนไทยออกมาใช้สิทธิ์ถึง 75% เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ในโอกาสนี้จึงขอกล่าวแสดงความยินดีกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอวยพรให้นายเศรษฐาประสบความสำเร็จ พร้อมยินดีที่จะร่วมผลักดันความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
ในด้านความสำคัญทางการค้า เยอรมนี เป็นผู้ค้าในภูมิภาคยุโรปที่สำคัญที่สุดของไทย ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าถึง 14,000 ล้านยูโร โดยประเทศไทยมีบริษัทสัญชาติเยอรมันกว่า 600 แห่งเข้ามาลงทุนภายในประเทศ รวมถึงสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ในทุกๆ ปีมีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันกว่า 2 แสนคน เดินทางเข้ามายังประเทศไทย จึงหวังว่าทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือ ประสานทำงานร่วมกันในด้านนี้
ทั้งนี้ มีความคาดหวังว่าประเทศไทยจะให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ในขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นการสร้างความเข้มแข็ง ในการอำนวยความสะดวก ในการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนเขตการค้าเสรีหรือ FTA ระหว่างสหภาพยุโรป และประเทศไทย โดยหวังจะเห็นการบรรลุข้อตกลงนี้ในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งประเทศเยอรมนีพร้อมที่จะขยายความร่วมมือ โดยเน้นนโยบายลดการพึ่งพาฝ่ายเดียว ขยายการค้าการลงทุนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีภูมิศาสตร์ประเทศที่ดีในการทำการค้า
ขณะเดียวกันมีจุดยืนในการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ พร้อมกันนี้ตนเองยังได้หารือเรื่องสิทธิบทบาทของภาคประชาสังคม ซึ่งตนเองก็ยินดี ภายหลังได้รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่พ้นความเป็นสมาชิกภาพ สส. และได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ สส.ต่อ โดยคำพิพากษาถือว่าออกมาดี ซึ่งเป็นการดำเนินการทางการเมืองที่ดีของไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการตอบคำถามสื่อมวลชน ที่ได้สอบถามถึงความร่วมมือที่ชะงักไปในช่วงที่ผ่านมา จนถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีเยอรมนี กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งของไทย มองเห็นแนวทางเชิงบวกในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน ตนเห็นในความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรี ขณะที่คดีของนายพิธา ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพในการแสดงออก
ส่วนนายเศรษฐา ได้ย้ำว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ตลอดเวลาที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ได้ให้สิทธิเสรีภาพอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบกฎหมาย และสนับสนุนด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องการค้าระหว่างประเทศตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา เราเดินทางไปทั่วประเทศและทั่วโลก ขณะที่จุดยืนทางการเมือง เรายึดมั่นในความเป็นกลาง ไม่สนับสนุนความขัดแย้ง พร้อมช่วยเหลือให้คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
สำหรับการประชุมร่วมของรัฐบาลไทย กับ นายฟรังค์ วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, นาย Michael Kellner รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWK) และคณะผู้แทนภาคเอกชนเยอรมนี ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก 12 บริษัท ใน 5 สาขา ได้แก่ 1) สาขานิทรรศการงานแสดงสินค้านานาชาติ 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ 3) พลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม 4) บริการ ดิจิทัลและการศึกษา และ 5) วัสดุก่อสร้าง การก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญในการประชุมร่วม ดังนี้
1) การทำให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกสำคัญ ในการลงทุนในฐานะแหล่งผลิตและภาคอุตสาหกรรมที่มีพลังงานสะอาด 2) การนำเสนอด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งเชื่อมั่นว่า การมีส่วนร่วมของบริษัทรถยนต์เยอรมนี จะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ภาคการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ในประเทศไทย 3) การพัฒนาดิจิทัล ไทยมีเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค มีการปรับปรุง พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รองรับทั้งการใช้งานส่วนบุคคลและการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
4) การส่งเสริมด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งหารือร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะบริษัทด้านการผลิตไมโครชิป และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตสำหรับอุตสาหกรรม EV 5) การสนับสนุนความยั่งยืน ไทยมีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการสร้างอัตราภาษีสีเขียว (Green Tariff) แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมให้การดูแล ติดตามทุกบริษัทที่ลงทุนในไทย รวมไปถึงการสร้างพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์จากเขื่อนกักเก็บน้ำ 7 แห่งในไทย ซึ่งทางบริษัทเยอรมันหลายแห่ง ให้ความสนใจด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเห็นพ้องที่จะส่วนร่วมในแง่ของการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนในไทยต่อไป และ 6) ด้านการเจรจา FTA เน้นย้ำการเจรจาร่วมกับสหภาพยุโรป ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับพลังงานสีเขียว เพื่อการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ลดคาร์บอนอื่น ๆ โดยข้อหารือทั้งหมดจะมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า เน้นนโยบายหลักหลายประการ ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และการปฏิรูปโครงสร้างในระยะยาว ขณะเดียวกันรัฐบาล จะส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมมี Roadmap ที่ชัดเจนมากที่สุด ในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
โดยเฉพาะด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ เช่น การพัฒนาสนามบิน การพัฒนาระบบรางรถไฟ โครงการ Landbridge นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึง ความสะดวกในการทำธุรกิจ สำหรับภาคเอกชนต่างชาติในไทย ซึ่งไทยเปิดรับการทำธุรกิจได้อย่างอิสระ มาตรการจูงใจทางภาษี รวมไปถึงด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเยอรมนีถือเป็นผู้นำระดับแนวหน้าของโลก
โดย นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลพร้อมจะยกระดับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชน ทั้งจากไทยและเยอรมัน โดยนายกฯ มีกำหนดเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในเดือนมีนาคม 2567 นี้ เพื่อพบปะกับบริษัทของเยอรมนี ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนของเยอรมนี
ในช่วงท้าย นายกฯ ยังเน้นย้ำว่า ไทยพร้อมบูรณาการความร่วมมือ อำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องการขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งศักยภาพและเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ชี้ชัดและมีความสำคัญอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้เพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลยินดีพิจารณาทุกข้อเสนอแนะและจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป