เนชั่นทีวี

การเมือง

ราคาที่ต้องจ่าย! จากการชุมนุมหรือม็อบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม รับได้ไหม

17 ม.ค. 2567 | tinakit_rat

ราคาที่ต้องจ่าย! จากการชุมนุมหรือม็อบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม รับได้ไหม

มาดูราคาที่ต้องจ่าย จากการชุมนุม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม รับได้ไหม บนเส้นทางที่ กลุ่มพันธมิตรฯ - นปช. - กปปส. ผ่านมา

17 มกราคม 2567 การชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนทั้งสิ้น ทั้งการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ ที่เรียกว่า เสื้อเหลือง ,กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือ เสื้อแดง รวมไปถึงกลุ่ม กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

แกนนำกลุ่มต่างๆ ล้วนมีคดีติดตัวจากการชุมนุมทั้งสิ้น ไม่ว่าเหตุผลการชุมนุมจะเกิดจากวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ในที่นี้จะยกมาบางคดี ที่ชัดเจนแล้ว เพื่อให้เห็นภาพ

  • คดีชุมนุม เช่น

กลุ่ม พันธมิตรฯ

จากกรณี ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดี คดีหมายเลขดำ อ.973/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กับพวกรวม 32 คน ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิด ฐานเป็นกบฎ-ก่อการร้ายและข้อหาอื่นๆ ในการยึด สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ ในวันนี้(17 ม.ค.) กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2551 หรือประมาณ 15 ปีที่แล้ว

โดยศาลได้พิเคราะห์ว่า กระทำความผิดฐานบุกรุกและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2548 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดคือ ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2548 พิพากษาให้ลงโทษปรับ คนละ 20,000 บาท ส่วนข้อหาอื่น พยานและหลักฐานของโจทก์ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิด ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลได้ยกฟ้องทั้งหมด

กลุ่ม นปช.

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีชุมนุมปิดล้อมบ้าน สี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 (หมายเลขดำ อ.3531/2552 ) ที่แกนนำ นปช.นำมวลชนปิดล้อม โดยศาลฎีกาสั่งให้จำคุก กลุ่มแกนนำนปช. จำเลย 5 คน ประกอบด้วย1 นายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 , นายวีระกานต์ มุสิกพงศ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท  และ นพ.เหวง โตจิราการเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

โดยวินิจฉัยว่า ได้ตรวจสำนวนปรึกษาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ มีพฤติการณ์มั่วสุม ประทุษร้าย ต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ เกิดการปะทะบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทำลายความสงบเรียบร้อย เป็นเหตุร้ายแรง ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาเห็นพ้องกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุก  ซึ่งบทลงโทษนี้ศาลฎีกาถือว่า เป็นบทลงโทษอุทธรณ์เมตตาและเป็นโทษสถานเบาแล้ว

กลุ่ม กปปส.

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 64 ศาลอาญาพิพากษา ให้จำคุก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และจำเลยคนอื่น ๆ รวม 26 คน รวมถึงรัฐมนตรี 3 คน คือ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นเวลาตั้งแต่ 4 เดือน ถึง 11 ปี ในข้อหาหลัก คือ ยุยงปลุกปั่น จากการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขับไล่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2556-2557

ในหลายข้อหา เช่น ความผิดฐานกบฏ, ร่วมกันก่อการร้าย, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ, เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้น แต่ไม่เลิก,

ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้าง เพื่อบังคับรัฐบาล, ร่วมกันบุกรุก, ขัดขวางการเลือกตั้งฯ ซึ่งโจทก์ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116, 117, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76, 152 ซึ่งศาลใช้เวลาในการอ่านคำพิพากษานานกว่า 6 ชั่วโมง

“ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในส่วนความผิดฐานกบฏและก่อการร้าย พฤติการณ์ชุมนุมไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายบุคคลใด เพื่อล้มล้างการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ อำนาจบริหาร จึงไม่เป็นความผิดฐานกบฏ และก่อการร้าย”

ต่อมา 1 ธ.ค. 66 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี กปปส.ร่วมกันกบฏ ก่อการร้าย หมายเลขดำอ.2732/2562 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง แกนนำชุดเล็ก ประกอบด้วย นายนัสเซอร์ ยีหมะ, นายอุทัย ยอดมณี, นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา, น.ส.จิตภัสร์ หรือตั๊น กฤดากร, นายพานสุวรรณ ณ แก้ว, นายประกอบกิจ อินทร์ทอง และนายกิตติศักดิ์ ปรกติ

โดยวินิจฉัยว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 ในข้อหากบฏฯ ส่วนข้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมข้อหาอื่นๆ อาทิ เช่น ทำให้เกิดความวุ่นวายและทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงขัดขวางการเลือกตั้ง ศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละรายแตกต่างกัน โดยพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 เดือน จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 9 เดือน ปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 2-3 กระทำความผิดหลายข้อหา รวมจำคุก 5 ปี 9 เดือน ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 5-6 จำคุกรวม 4 ปี 9 เดือน ปรับ 180,000 บาท

  • คดีทางแพ่ง เช่น

กลุ่มพันธมิตรฯ

21 ก.ย. 2560 ศาลแพ่งถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และพวกรวม 13 คน ซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ในคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงินกว่า 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จากกรณีร่วมกันปิดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำเลย ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายกว่า 522 ล้านบาท ซึ่งช่วงที่จะยื่นฎีกา ปรากฏว่าทนายความจำเลยดำเนินการไม่ทันเวลาภายใน 30 วัน จึงขอยื่นคำร้องขอขยายเวลาฎีกา แต่ศาลฎีกายกคำร้องดังกล่าว ส่งผลให้จำเลยทั้งหมดต้องร่วมกันชดใช้เงินตามคำสั่งศาลนปช.

กลุ่ม นปช.

16 ต.ค.2562 . ศาลแพ่งอ่าน คำพิพากษาศาลฎีกาคดี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กรณีสืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐทำการสลายการชุมนุม นปช. ที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ต่อมาเกิดเหตุการณ์เผาอาคารในหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยสำนวนนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีเผาอาคารพาณิชย์ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใกล้อาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน และอาคารดอกหญ้า

โดยศาลฎีกาได้พิพากษาแก้ให้ ร่วมกันชำระค่าอาคารพาณิชย์ที่พิพากษาพร้อมทรัพย์สินที่โจทก์เสียหาย จำนวน 21,356,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พ.ค. 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดผลประโยชน์ 1,200,000 บาท เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พ.ค. 2554) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระค่าอาคารพาณิชย์ที่พิพากษาพร้อมทรัพย์สินที่โจทก์เสียหายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ ให้เสียค่าเสียหายได้ไม่เกิน 24 เดือน

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงบางคดีสิ้นสุดแล้ว ด้วยศาลฎีกา ในกรณีของ กลุ่มพันธมิตร กับ กลุ่ม นปช. ส่วน กลุ่ม กปปส. เพิ่งจบศาลชั้นต้น  

ข่าวล่าสุด