เนชั่นทีวี

การเมือง

DSI จ่อส่ง "คดีค้ามนุษย์" ให้ "ป.ป.ช." เชือด 2 อดีตรัฐมนตรี 2 ผู้บริหารแรงงาน

11 ม.ค. 2567 | tinakit_rat

DSI จ่อส่ง "คดีค้ามนุษย์" ให้ "ป.ป.ช." เชือด 2 อดีตรัฐมนตรี 2 ผู้บริหารแรงงาน

DSI มีมติส่งสำนวน "คดีค้ามนุษย์" ให้ "ป.ป.ช." เชือด 2 อดีตรัฐมนตรี 2 ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หลังพบหลักฐานโยง ขบวนการส่งแรงงานไทย ไปเก็บผลไม้ป่า ฟินแลนด์

11 มกราคม 2567 มีรายงานจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ว่า คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ.) รับ “คดีค้ามนุษย์ข้ามชาติ” เป็นคดีพิเศษล่าสุด 1 คดี โดยเป็นคดีส่งแรงงานไทยไปเก็บ “เบอร์รี่” (ผลไม้ป่า) ที่ประเทศฟินแลนด์ พบพฤติการณ์เก็บหัวคิวจากแรงงานไทย ที่ได้รับโควตาไปทำงานที่ฟินแลนด์หัวละ 3,000 บาทต่อเดือน และมีการเปิดบัญชีรับเงินในประเทศไทย ยอดเงินโอนรวมแล้วเดือนละหลายล้ายบาท โดยเส้นทางเงินโยงถึงบุคคลระดับอดีตรัฐมนตรี 2 คน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับงานของกระทรวงแรงงานและไม่เกี่ยวข้อง

คดีนี้ ทางการฟินแลนด์มีการตรวจสอบ และสรุปว่าเป็น “คดีค้ามนุษย์” และเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชัน โยงถึงนักการเมือง ถือเป็นประเด็นร้ายแรงของสหภาพยุโรป หรือ อียู จึงส่งเรื่องให้รัฐบาลไทย และเร่งรัดให้ไทยดำเนินการ

ดีเอสไอจึงรับเป็นคดีพิเศษ และเร่งประสานข้อมูลและพยานหลักฐานต่างๆ จากทางการฟินแลนด์ ทราบว่าเบื้องต้นมีการสอบข้อมูลจากแรงงานไทยไว้จำนวนมาก

ทั้งนี้วานนี้ (10 ม.ค.) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำโดย กองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ร่วมสอบสวน มีมติร่วมกันให้กล่าวหากับ อดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงาน อีก 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86 โดยจะเร่งสรุปสำนวนการสอบสวนส่งสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต่อไป

กรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีการค้ามนุษย์ ได้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 81/2566 เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย ในสาธารณรัฐฟินแลนด์ที่เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในการเดินทางกลับประเทศไทย

โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่า เป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป โดยอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน ซึ่งมีการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ ในความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ต่อมาทางการสาธารณรัฐฟินแลนด์ ได้ส่งพยานหลักฐานสำคัญ ตามที่ทางการไทยร้องขอให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจากการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และพยานหลักฐานที่ได้จากความร่วมมือระหว่างประเทศ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐฟินแลนด์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า

มีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์ จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นค่า “หัวคิว” (DOE MAMAGEMENT) หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทย ได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่ง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริง

โดยในปี พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว รวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการ ได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และจะนำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าว ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ต้องมีบทบาทในเรื่องอย่างจริงจัง ยิ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้

จึงไม่ควรมีนักการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้จะเป็นคดีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. DSI ก็ควรต้องช่วยเหลือและสนับสนุนกรปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามอำนาจหน้าที่ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ

 

ข่าวล่าสุด