เนชั่นทีวี

การเมือง

ครบรอบ 20 ปีไฟใต้ "สุรชาติ บำรุงสุข" มองแนวรบยังล่อแหลม-ท้าทาย!

04 ม.ค. 2567

ครบรอบ 20 ปีไฟใต้ "สุรชาติ บำรุงสุข" มองแนวรบยังล่อแหลม-ท้าทาย!

สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ก่อตัวมาจากเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารใน จ.นราธิวาสในค่ำคืนของวันที่ 4 ม.ค. 2547 ดำเนินมาเป็นระยะเวลาครบรอบ 20 ปีเต็มอย่างไม่น่าเชื่อ

และเป็น 20 ปีของสถานการณ์ “สงครามการก่อความไม่สงบ“ ชุดใหม่ที่สังคมไทยต้องเผชิญในยุคหลัง สงครามคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน

ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอมุมมองที่เป็นภาพมหภาคบางประการของ “สงครามภายใน” ของรัฐไทย

1) เราอาจต้องตระหนักในภาพมหภาคว่า ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นในบริบท ใหม่ของเวลาและสถานการณ์ความรุนแรงในเวทีโลก เพราะเป็นความรุนแรงใน “กระแสโลกมุสลิม“ ซึ่งมา หลังจากเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 กันยายน 2544 และตามมาด้วยความรุนแรงที่เกิดกับ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในไทย

2) การก่อเหตุนับจากการปล้นปืนที่เกิดขึ้นเป็นบทบาทของ “ตัวแสดงภายในที่ไม่ใช่รัฐ” และตัวแสดงนี้มีกอง กำลังติดอาวุธในความควบคุม อันทำให้เกิดสภาวะ ”สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ” ซึ่งรัฐและหน่วยงาน ความมั่นคงต้องทำความเข้าใจกับ “คุณลักษณะของสงคราม” เช่นนี้ เพราะไม่ใช่สงครามตามแบบที่ผู้นำ ทหารไทยคุ้นเคย แม้รัฐไทยจะมีประสบการณ์จากสงครามคอมมิวนิสต์มาแล้วก็ตาม

3) การต่อสู้ใน “สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ” ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า “ธรรมชาติของสงคราม” ชุด นี้เป็น “สงครามการเมือง” ในตัวเอง ที่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างจาก “สงครามการทหาร” ที่ชัยชนะไม่ถูก ตัดสินด้วยอำนาจที่เหนือกว่าทางทหารทั้งหมด และในอีกมุมหนึ่ง สงครามภาคใต้เป็น “สงครามอสมมาตร”

4) ความเป็น “สงครามอสมมาตร” ในรอบ 20 ปีจึงทำให้เกิดการก่อเหตุร้ายมากกว่า 1 หมื่นครั้ง มีความสูญ เสียของชีวิตมากกว่า 6 พันคน และทั้งใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าสู่ปีที่ 21 งบใน การแก้ปัญหาภาคใต้ทะลุเกินกว่า 5 แสนล้าน

5) การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างรัฐกับรัฐเป็นทางเลือกที่สำคัญในการยุติปัญหาข้อพิพาท และอาจจะมี ความง่ายมากกว่าในการดำเนินการแก้ปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เพราะต่างมี สถานะที่เท่าเทียมกันของความเป็นรัฐ และต่างฝ่ายอาจดำเนินการในแบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (เว้นแต่เป็นปัญหาในแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเล็กกับรัฐมหาอำนาจใหญ่ เช่น กรณียูเครน-รัสเซีย) การ แก้ปัญหากับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐจึงอาจมีความยุ่งยากมากกว่า หรืออาจ “คุยยากกว่า” เพราะไม่ชัดเจนว่า จะคุยกับใคร เป็นต้น ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของผู้แทนฝ่ายรัฐในการเจรจาจึงเป็นหัวข้อสำคัญ และ ต้องไม่นำเอาเวทีการเจรจาไปใช้เพื่อการ “พีอาร์” ตัวเองดังเช่นเว็ปของผู้แทนไทยในปัจจุบัน

6) เมื่อคู่ขัดแย้งไม่มีสถานะเป็นรัฐ แต่กลับมีอำนาจในทางทหาร จึงทำให้การเจรจาต่อรองในทางการเมืองถูก ขับเคลื่อนผ่านปฎิบัติการทางทหารเป็นด้านหลัก ดังนั้น การควบคุมความรุนแรงจึงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะความรุนแรงนี้ในด้านหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะของรัฐได้โดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งก็ถูกใช้เป็น เครื่องมือของการโฆษณาทางการเมืองของการ “สร้างภาพลักษณ์” และการแสวงหาความสนับสนุนทางการ เมืองและทางเศรษฐกิจจากภายนอก

7) รัฐไทยตอบคำถามในรอบ 20 ปีได้หรือไม่ว่าคู่ขัดแย้งครั้งนี้คือใคร จะเป็นตัวแสดงที่ชื่อว่า BRN หรือจะเป็น องค์กรใด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนด “เป้าหมายและทิศทาง” การต่อสู้ เพราะการก่อเหตุใน ภาคใต้ไม่เคยมีองค์กรที่ประกาศความรับผิดชอบเช่นที่เกิดในเวทีโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจในทาง ความมั่นคงว่า ทำไมกลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุในภาคใต้ไม่กล้าประกาศความรับผิดชอบ?

8) สังคมต้องทำความเข้าใจและตระหนักว่า การเจรจาเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงครั้งนี้ อาจไม่จบลงได้เร็ว หรือได้ผลตอบแทนเร็วอย่างที่หวัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีระยะเวลานาน และมีส่วนที่พอกพูนขึ้นมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และมีนัยของปัญหาที่ผูกโยงกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และการแสวงหาผล ประโยชน์ของคนบางกลุ่มและ/หรือกลุ่มบางกลุ่มจากสถานการณ์ในพื้นที่

9) สำหรับรัฐไทยแล้ว การวิเคราะห์ข้อเรียกร้องและความต้องการทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ถูกต้อง เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเช่นนั้นแล้วในรอบ 20 ปี รัฐตอบได้หรือไม่ว่า ฝ่ายตรงข้ามที่ก่อเหตุต้องการอะไรที่ เป็นจุดสุดท้ายของความต้องการทางยุทธศาสตร์ หรือกล่าวให้ชัดคือ BRN ต้องการอะไรของ “บันไดขั้น สุดท้าย” เพราะการตั้ง “รัฐเอกราชใหม่” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน คำถาม สำคัญในทางรัฐศาสตร์คือ ประเทศใดจะ “ออกหน้า” ประกาศรับรองรัฐเอกราชเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า รัฐ ไทยควรจะ “งอมืองอเท้า” โดยไม่คิดทำอะไร “เชิงรุก” ในเงื่อนไขเช่นนี้

10) ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เป็น “สงครามการเมือง” การเจรจายุติสงครามการเมืองจะต้องยุติเงื่อนไข ทางการเมืองที่เป็นต้นเหตุของสงคราม ถ้าเช่นนั้น อะไรคือเงื่อนไขทางการเมืองที่รัฐไทยจะต้องแก้ไขเพื่อ คลี่คลายความรุนแรงชุดนี้ และการแก้ไขปัญหาจะต้องไม่นำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบของ ข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องบางส่วน กล่าวคือ จะต้องไม่ทำให้สนามรบกลายเป็น “ทุ่งเศรษฐี” ของบางคน เช่น เดียวกับที่การเจรจายุติปัญหาก็จะต้องไม่ใช่ ”เหมืองทอง” ของบางคน บางกลุ่มไม่แตกต่างกัน

11) ตัวแสดงติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐจะหมดพลังขับเคลื่อนต่อเมื่อเงื่อนไขและบริบทของความรุนแรงชุดนี้ ไม่มีเสียง ตอบรับทั้งจากภายนอกและภายใน ดังตัวอย่างจากกรณีการสิ้นสุดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือการสิ้นสุดของสงครามแบ่งแยกดินแดนของกลุ่ม MNLF ในฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะถ้าการสนับสนุนจาก ภายนอกลดต่ำลงมากแล้ว จะมีนัยโดยตรงต่อความสามารถในปฏิบัติการของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐเสมอ

12) ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไร การสนับสนุนจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ผู้นำไทย ทั้งในระดับการเมืองและฝ่ายปฎิบัติต้องแสวงหาหนทางในการ “พูดคุย” กับฝ่ายมาเลเซีย เพราะปัญหานี้จะ แก้ไม่ได้จริงโดยปราศจากความร่วมมือของมาเลเซีย ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาคม มุสลิมในเวทีระหว่างประเทศว่า รัฐไทยไม่มีนโยบายในการต่อต้านและ/หรือกดขี่ทางสังคมและศาสนา

13) สิ่งสำคัญที่ถือเป็น “หลักการที่ละเมิดไม่ได้” ในสงครามก่อความไม่สงบคือ ฝ่ายรัฐจะต้องไม่ทำความผิด พลาดซ้ำซาก จนทำให้มวลชนถอยออกจากรัฐ และในทางกลับกัน รัฐจะต้องทำทุกวิถีทางในการดึงเอา มวลชนกลับมาอยู่ฝ่ายรัฐ เพราะทั้งหมดนี้คือ ปัญหา “สงครามชิงมวลชน” ระหว่างรัฐไทยกับองค์กรติดอาวุธ ในพื้นที่

14) การกำกับในระดับนโยบายเป็นหัวข้อสำคัญในการแก้ปัญหา ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ เสมอ คือ “เอกภาพและบูรณาการ” ของการดำเนินการขององค์กรภาครัฐ คือ “พลเรือน-ตำรวจ-ทหาร” เพื่อ ลดการต่อสู้และการแข่งขันของหน่วยราชการ ที่มักจะเป็นปัญหาสำคัญในการแก้ปัญหา

15) หลักการข้อสุดท้ายที่ต้องยึดมั่นเป็น “เข็มมุ่งหลัก” ในสงครามเช่นนี้คือ “การเมืองต้องนำการทหาร” และ ต้องนำให้ได้เสมอ อีกทั้งผู้นำทางการเมืองจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เช่นที่ผู้นำทหารและหน่วยงาน ความมั่นคงก็ต้องเรียนรู้ในเรื่องนี้ไม่แตกต่างกัน เพราะไม่มีความสำเร็จในการแก้ปัญหาความรุนแรง ภายในเกิดได้โดยปราศจากการเรียนรู้ และทำความเข้าใจ อันจะนำไปสู่การปรับตัวในเชิงนโยบายและ ยุทธศาสตร์!