6) เมื่อคู่ขัดแย้งไม่มีสถานะเป็นรัฐ แต่กลับมีอำนาจในทางทหาร จึงทำให้การเจรจาต่อรองในทางการเมืองถูก ขับเคลื่อนผ่านปฎิบัติการทางทหารเป็นด้านหลัก ดังนั้น การควบคุมความรุนแรงจึงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะความรุนแรงนี้ในด้านหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะของรัฐได้โดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งก็ถูกใช้เป็น เครื่องมือของการโฆษณาทางการเมืองของการ “สร้างภาพลักษณ์” และการแสวงหาความสนับสนุนทางการ เมืองและทางเศรษฐกิจจากภายนอก
7) รัฐไทยตอบคำถามในรอบ 20 ปีได้หรือไม่ว่าคู่ขัดแย้งครั้งนี้คือใคร จะเป็นตัวแสดงที่ชื่อว่า BRN หรือจะเป็น องค์กรใด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนด “เป้าหมายและทิศทาง” การต่อสู้ เพราะการก่อเหตุใน ภาคใต้ไม่เคยมีองค์กรที่ประกาศความรับผิดชอบเช่นที่เกิดในเวทีโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจในทาง ความมั่นคงว่า ทำไมกลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุในภาคใต้ไม่กล้าประกาศความรับผิดชอบ?
8) สังคมต้องทำความเข้าใจและตระหนักว่า การเจรจาเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงครั้งนี้ อาจไม่จบลงได้เร็ว หรือได้ผลตอบแทนเร็วอย่างที่หวัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีระยะเวลานาน และมีส่วนที่พอกพูนขึ้นมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และมีนัยของปัญหาที่ผูกโยงกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และการแสวงหาผล ประโยชน์ของคนบางกลุ่มและ/หรือกลุ่มบางกลุ่มจากสถานการณ์ในพื้นที่
9) สำหรับรัฐไทยแล้ว การวิเคราะห์ข้อเรียกร้องและความต้องการทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ถูกต้อง เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเช่นนั้นแล้วในรอบ 20 ปี รัฐตอบได้หรือไม่ว่า ฝ่ายตรงข้ามที่ก่อเหตุต้องการอะไรที่ เป็นจุดสุดท้ายของความต้องการทางยุทธศาสตร์ หรือกล่าวให้ชัดคือ BRN ต้องการอะไรของ “บันไดขั้น สุดท้าย” เพราะการตั้ง “รัฐเอกราชใหม่” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน คำถาม สำคัญในทางรัฐศาสตร์คือ ประเทศใดจะ “ออกหน้า” ประกาศรับรองรัฐเอกราชเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า รัฐ ไทยควรจะ “งอมืองอเท้า” โดยไม่คิดทำอะไร “เชิงรุก” ในเงื่อนไขเช่นนี้
10) ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เป็น “สงครามการเมือง” การเจรจายุติสงครามการเมืองจะต้องยุติเงื่อนไข ทางการเมืองที่เป็นต้นเหตุของสงคราม ถ้าเช่นนั้น อะไรคือเงื่อนไขทางการเมืองที่รัฐไทยจะต้องแก้ไขเพื่อ คลี่คลายความรุนแรงชุดนี้ และการแก้ไขปัญหาจะต้องไม่นำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบของ ข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องบางส่วน กล่าวคือ จะต้องไม่ทำให้สนามรบกลายเป็น “ทุ่งเศรษฐี” ของบางคน เช่น เดียวกับที่การเจรจายุติปัญหาก็จะต้องไม่ใช่ ”เหมืองทอง” ของบางคน บางกลุ่มไม่แตกต่างกัน
11) ตัวแสดงติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐจะหมดพลังขับเคลื่อนต่อเมื่อเงื่อนไขและบริบทของความรุนแรงชุดนี้ ไม่มีเสียง ตอบรับทั้งจากภายนอกและภายใน ดังตัวอย่างจากกรณีการสิ้นสุดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือการสิ้นสุดของสงครามแบ่งแยกดินแดนของกลุ่ม MNLF ในฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะถ้าการสนับสนุนจาก ภายนอกลดต่ำลงมากแล้ว จะมีนัยโดยตรงต่อความสามารถในปฏิบัติการของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐเสมอ
12) ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไร การสนับสนุนจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ผู้นำไทย ทั้งในระดับการเมืองและฝ่ายปฎิบัติต้องแสวงหาหนทางในการ “พูดคุย” กับฝ่ายมาเลเซีย เพราะปัญหานี้จะ แก้ไม่ได้จริงโดยปราศจากความร่วมมือของมาเลเซีย ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาคม มุสลิมในเวทีระหว่างประเทศว่า รัฐไทยไม่มีนโยบายในการต่อต้านและ/หรือกดขี่ทางสังคมและศาสนา
13) สิ่งสำคัญที่ถือเป็น “หลักการที่ละเมิดไม่ได้” ในสงครามก่อความไม่สงบคือ ฝ่ายรัฐจะต้องไม่ทำความผิด พลาดซ้ำซาก จนทำให้มวลชนถอยออกจากรัฐ และในทางกลับกัน รัฐจะต้องทำทุกวิถีทางในการดึงเอา มวลชนกลับมาอยู่ฝ่ายรัฐ เพราะทั้งหมดนี้คือ ปัญหา “สงครามชิงมวลชน” ระหว่างรัฐไทยกับองค์กรติดอาวุธ ในพื้นที่
14) การกำกับในระดับนโยบายเป็นหัวข้อสำคัญในการแก้ปัญหา ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ เสมอ คือ “เอกภาพและบูรณาการ” ของการดำเนินการขององค์กรภาครัฐ คือ “พลเรือน-ตำรวจ-ทหาร” เพื่อ ลดการต่อสู้และการแข่งขันของหน่วยราชการ ที่มักจะเป็นปัญหาสำคัญในการแก้ปัญหา
15) หลักการข้อสุดท้ายที่ต้องยึดมั่นเป็น “เข็มมุ่งหลัก” ในสงครามเช่นนี้คือ “การเมืองต้องนำการทหาร” และ ต้องนำให้ได้เสมอ อีกทั้งผู้นำทางการเมืองจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เช่นที่ผู้นำทหารและหน่วยงาน ความมั่นคงก็ต้องเรียนรู้ในเรื่องนี้ไม่แตกต่างกัน เพราะไม่มีความสำเร็จในการแก้ปัญหาความรุนแรง ภายในเกิดได้โดยปราศจากการเรียนรู้ และทำความเข้าใจ อันจะนำไปสู่การปรับตัวในเชิงนโยบายและ ยุทธศาสตร์!