สำหรับกรณีของ "นายปดิพัทธ์ สันติภาดา" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 นั้น มองว่าเป็นการตีความรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ แต่พอคนอื่นทำก็ว่าใช้กฎหมายเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ นี่จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ชัด และจะลุกลามไป สุดท้ายตนอยากบอกว่า ครั้งที่ตนโหวตสวนมติพรรคก้าวไกล สนใจเรื่องเอกสิทธิ์ โดยเฉพาะเรื่อง ม.112 พรรคยังไม่มีมติขับออก ซึ่งเป็นการขัดมติพรรคและหลักการของพรรค
"แต่นายปดิพัทธ์ ถือได้ว่าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก แต่ไม่ได้อยู่ฝั่งรัฐบาล ไม่อยู่รัฐบาล และมี สส. ไปเป็นรองประธานสภา จึงไม่สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ โดยใช้วิธีการเลี่ยงเช่นนี้ จึงมองว่า เป็นการเดินทับรอยที่กล่าวหา และว่าคนอื่นไว้ และมองว่า การที่พรรคก้าวไกลทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง การเมืองต้องรวมกัน ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้" รองโฆษกรัฐบาล ระบุ
ส่วนการที่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมในการร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวมองว่าไม่ทำให้สะดุด เพียงแต่ไม่สมบูรณ์ในทุกมิติ การที่ฝ่ายค้านไม่ร่วม ก็จะดูเหมือนทุกคนไม่เห็นพร้อง อาจจะเกิดความไม่ลงตัวหรือเกิดความขัดแย้ง ในเชิงความคิดว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะไปในรูปแบบไหน
อย่างไรก็ตาม หากมีการเข้าพิจารณาในสภาฯจะตลอดรอดฝั่งหรือไม่นั้น นายคารม กล่าวว่า เขาเป็นเสียงข้างน้อย เราเป็นเสียงข้างมากอยู่แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการเขียนไว้อยู่แล้วตาม มาตรา 256 ตนคิดว่ารัฐบาลชุดนี้มีการเดินทางการเมืองที่ดี ในสภาฯก็มีเสียงข้างมาก ตนคิดว่าไม่น่ามีปัญหา แต่อาจจะดูไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ ซึ่งการที่พรรคก้าวไกลไม่เข้าร่วม แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ต่างกัน