แต่เรื่องราวที่ทำให้หลายคนรู้จักชื่อ "ชูศักดิ์" คือ ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 โดยอนุญาตให้นักศึกษาจัดการชุมนุมร่วมกับประชาชน ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย และนอกเหนือจากนี้ “ชูศักดิ์” ยังเคยได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) หรือ ป.ป.ช. ในปัจจุบัน และยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
จากนั้นจึงเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองแบบเต็มตัว โดยในปี 2544 ได้ถูกตั้งให้เป็นที่ปรีกษา "ทักษิณ" หัวหน้าพรรคไทยรักไทยเวลานั้น พร้อมทั้งลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2548 และภายหลังไทยรักไทยถูกยุบ ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมการเมืองกับพลังประชาชน โดยได้รับมอบหมายให้เป็นรองเลขาธิการพรรค
โดยในปี 2550 รัฐบาลของ "สมัคร สุนทรเวช" นายกฯ เวลานั้น "ชูศักดิ์" ถูกแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านกฎหมาย และเมื่อพ้นจากรัฐบาลสมัคร มาเป็นรัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ก็ได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการนายกฯ จนในปี 2551 "ชูศักดิ์" ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ในคดียุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรค
กระทั่งปี 2557 ภายหลังพ้นพันธนาการทางการเมือง ก็กลับมาสมัครเป็นสมาชิกเพื่อไทย พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 22 แต่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 "ชูศักดิ์" ไม่ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคมีจำนวน สส. มากกว่า จำนวน สส.พึงมี ตามกำหนดในรัฐธรรมนูญ 2560
ช่วงปี 2563 "ชูศักดิ์" ถูกรับเลือกเป็นรองหัวหน้าเพื่อไทย และการเลือกตั้งทั่วปี 14 พ.ค. 2566 ก็ลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ ในลำดับที่ 4 แต่ภายหลัง "นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว" สส.น่าน ลาจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 30 ส.ค. โดยคณะกรรมการบริหารเพื่อไทย มีมติให้ "ชูศักดิ์" ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไปพลางก่อน
อย่างไรก็ดี ชื่อของ “ชูศักดิ์” เคยติดอยู่ในโผ ครม.รัฐบาลเศรษฐา โดยมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แต่ก็เปลี่ยนเป็น "พิชิต ชื่นบาน" และภายหลัง “พิชิต” ได้ถอนตัวเนื่องจากปัญหาคุณสมบัติ
ถัดมา "นิกร จำนง" สส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการชาติไทยพัฒนา หลังจากพรรคมีมติเมื่อวันที่ 26 ก.ย. เสนอชื่อให้เข้าร่วมคณะกรรมการดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ อีกทั้ง เคยร่วมคณะ ส.ส.ร. ตั้งแต่สมัย "บรรหาร ศิลปอาชา" ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนเป็นที่ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 40
สำหรับ "นิกร" เข้าสู่แวดวงการเมือง ตั้งแต่ปี 2531 ด้วยการเป็น สส.สงขลา ช่วงปี 2533 ในนามพรรคประชาชน และยังถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่ต่อมาในปี 2535 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทย โดยลง สส. บัญชีรายชื่อ
โดยในปี 2545 ยุครัฐบาลทักษิณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รมช.คมนาคม และปี 2548 ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการพรรคชาติไทย ทว่า ปี 2551 "นิกร" ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรค แต่เมื่อพ้นระยะเวลา 5 ปี ตามกฎหมายกำหนด ในปี 2553 จึงกลับมาสมัครเป็นสมาชิกชาติไทยพัฒนา
กระทั่ง ปี 2557 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ระบบบัญชีรายชื่อ แต่การเลือกตั้งครั้งดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ แต่ต่อมาการเลือกตั้งปี 2562 ได้รับการเลือกตั้งในระบบปาร์ตี้ลิสต์ จนถึงปัจจุบัน
ถัดมาในนามอีก 1 พรรคร่วมรัฐบาล อย่าง ภูมิใจไทย ที่มีมติส่ง "ศุภชัย ใจสมุทร" นายทะเบียนพรรค และในฐานะที่ปรึกษา "อนุทิน ชาญวีรกูล" รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมในคณะกรรมการชุดดังกล่าว
โดย "ศุภชัย" เคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เริ่มต้นงานการเมืองครั้งแรกในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2522-2524 ก่อนที่ต่อมาได้ย้ายเข้าร่วมงานกับพรรคชาติไทย ปี 2524-2538 และพรรคมวลชน ปี 2538-2541
กระทั่งในปี 2541 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย โดยลงสมัคร สส. ตรัง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง กระทั่งไทยรักไทยถูกยุบ ก็ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ในปี 2550 โดยได้รับตำแหน่งรองโฆษกพรรค พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการรมว.มหาดไทย ในรัฐบาลสมัคร ก่อนต่อมาในปี 2551 ได้ย้ายออกจากเพื่อไทยไปเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย มาจนถึงปัจจุบัน
ถัดมา "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกทาบทามให้มาเข้าร่วมคณะกรรมการชุดนี้ และนับเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มากประสบการณ์ ทั้งในแวดวงกระบวนการยุติธรรม ทางราชการ และการศึกษา
นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงปี 2552 ถูกตั้งให้ทำหน้าที่ในกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ตามคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 98/2552 เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และในปี 2553 ยังเป็นกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการยึดอำนาจ คสช. เมื่อปี 2557 โดยมีกระแสข่าวว่าถูกเสนอชื่อถูกแต่งตั้งให้เป็นนายกฯคนกลาง แต่เจ้าตัวก็ได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว ก่อนต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ กระทั่งวันที่ 25 ก.พ. 2560 จึงได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว
ขณะที่ "สิริพรรณ นกสวน สวัสดี" อ.ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในนักวิชาการจากรั้วพระเกี้ยว สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ด้านการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความสนใจด้านการเมืองเปรียบเทียบ พรรคการเมือง และระบบการเลือกตั้ง ไปจนถึงพลวัติทางการเมือง
นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่มากมาย และเมื่อมีเหตุการสำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทย ทั้งการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และสถานการณ์ ทิศทางการเมือง "สิริพรรณ" มักได้รับเชิญให้ไปออกรายการต่างๆ เพื่อพูดคุย วิเคราะห์ และให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ อยู่เสมอ
ปิดท้าย "เอกชัย ไชยนุวัติ" รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เป็นบุตรชายคนเล็กของ นพ.เติมชัย ไชยนุวัติ และ นางวนิดา ไชยนุวัติ เริ่มการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ก่อนที่จะศึกษาต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียน สาธิตปทุมวัน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือ นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขา กฎหมายระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัย วอชิงตัน ดี.ซี ต่อด้วย นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขา กฎหมายเปรียบเทียบ จากมหาวิทยาลัย มิชิแกน และ และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา กฎหมายและการทูต จาก Fletcher School of Law and Diplomacy ที่แมสซาซูเซ็ตส์
ภายหลังเรียนจบได้กลับมาทำงานการเมืองร่วมกับ "ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย" เป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ในช่วงเวลาปลายปี 2556 ขณะที่การเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง อ.เอกชัย ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งมีแนวความคิดไปในทางไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มกปปส.และสนับสนุนในมีการเลือกตั้งหลังรัฐบาลประกาศยุบสภา
นอกจากนี้ในปีเดียวกัน อ.เอกชัย ถูกรับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ ที่ออกอากาศสด แต่มีเหตุการณ์วิวาทะกันกับแขกอีกท่าน จนทำให้ อ.เอกชัย ลุกเดินออกจากรายการทันที สร้างความตกใจให้กับทีมงานเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะมีการออกมาแถลง ถึงเหตุผลที่ทำลงไปในวันนั้นในภายหลัง