ส่วนเรื่องภาพการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการไปศึกษาดูงานนั้น ส่วนตัวขอชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิด ไม่ใช่การไปเทศกาลคราฟเบียร์ แต่เป็นการไปเยี่ยมไซต์คนงานก่อสร้างไทยในคืนวันเสาร์ และได้พบแรงงาน ที่เป็นตัวแทนที่มาพูดคุยกัน และเชิญชวนไปดูหอพักที่แรงงานไทยใช้ชีวิต ซึ่งในคืนวันศุกร์ แรงงานไทย และต่างชาติจะพักผ่อน และตั้งวงรับประทานอาหาร และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตนก็ดื่มตามวงต่าง ๆ จนเกิดภาพที่ปรากฎ และการชนกระป๋องเบียร์ตามวงต่าง ๆ แรงงานกล้าพูดคุย และแลกเปลี่ยนข้อมูลการเป็นอยู่กันมากขึ้น
นายปดิพัทธ์ ยังชี้แจงภายหลังการเรียกคณะกรรมการตรวจการจ้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ชี้แจงถึงความคืบหน้าการตรวจรับอาคารรัฐสภาว่า ยังมีความเห็นแย้งที่จะตรวจรับ เนื่องจากการก่อสร้าง 6 จุด ยังไม่ตรงตามแบบที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งคณะกรรมการเสียงข้างน้อย ได้ทำความเห็นแย้งส่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งตามระเบียบการจ้าง เมื่อมีความเห็นแย้งแล้ว ให้อำนาจเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในการชี้ขาดว่าจะดำเนินการอย่างไร
"แต่เลขาธิการสภาจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ดังนั้น จึงต้องขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ว่า จะดำเนินการอย่างไรจะชี้ขาดก่อน หรือรอเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่มาพิจารณา และเชื่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุด" รองประธานสภา คนที่ 1 ระบุ
นายปดิพัทธ์ ยังกล่าวถึงขั้นตอนหลังจากนี้ที่ตนเองจะดำเนินการ หลังมีความเห็นแย้งเกิดขึ้น และมีการฟ้องร้องบริษัทผู้รับจ้างต่อสภา กว่า 1,000 ล้านบาท ที่กล่าวหารัฐสภา ทำให้การก่อสร้างของผู้รับเหมาไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งฝ่ายกฎหมายของสภา จะไปต่อสู้คดีต่อไป เช่นเดียวกับค่าปรับที่มี 2 ช่วงเวลาในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีมติให้งดเว้นค่าเรียกเก็บค่าปรับ 857 วัน อีก 150 กว่าวันนั้น เป็นมติ ครม. ตั้งแต่ปี 2559 ที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำได้ จึงทำให้ค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท จำนวน 990 วันเป็นศูนย์
นายปดิพัทธ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น จึงจะมีการตั้งคณะกรรมาร ขึ้นมาเพื่อพิจารณาการแก้ไขสัญญาในอดีต ได้ทำไปโดยรอบคอบ มีความชอบธรรมหรือไม่ โดยตนเอง จะเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาต่อไป ซึ่งจะมีองค์ประกอบจากทั้ง สส. และ สว. เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมด