เนชั่นทีวี

การเมือง

สภาสูง อนุมัติ พ.ร.ก.ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ช่วยเหยื่อ-ผู้เสียหาย

15 ส.ค. 2566 | sirisak_rue

สภาสูง อนุมัติ พ.ร.ก.ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ช่วยเหยื่อ-ผู้เสียหาย

สภาสูง อนุมัติ พ.ร.ก.ปราบคอลเซ็นเตอร์ ด้าน สว.รุมฉะ "ดีอีเอส" ล่าช้า-เกียร์ว่าง ประชาชนเสียหายกว่า 3.9 หมื่นล้าน จี้ตั้ง One Stop Service ช่วยเหยื่อ-ผู้เสียหาย

15 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเสียงข้างมาก 168 ต่อ 1 เสียง ให้การอนุมัติพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรให้การอนุมัติมาแล้วตามขั้นตอน

โดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้แจงย้ำถึงเหตุผล และความจำเป็นในการตราพระราชกำหนดดังกล่าวว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ ออกมาเป็นกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนในวงกว้าง ถูกคนร้ายใช้วิธีการทางเทคโนโลยีหลอกลวง ทำให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

โดยพระราชกำหนดฉบับนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาบัญชีม้า ซิมม้า และระงับยับยั้งการโอนเงินของคนร้ายต่อเป็นทอด ๆ เพื่อให้สามารถติดตามทรัพย์สินคืนให้กับผู้เสียหายได้ทันท่วงที โดยมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา

นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา เห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ สามารถช่วยลดคดีอาชญากรรมออนไลน์ ได้เฉลี่ย 106 เรื่องต่อวัน และสถาบันการเงิน สามารถอายัดเงินได้ทันท่วงทีเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8

พร้อมจึงเสนอให้รัฐบาล เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงเนื้อหา ขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อถูกหลอกลวง เพราะปัจจุบันประชาชนหวาดระแวงในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น สถิติตั้งแต่ 1 มีนาคมถึง 31 ตุลาคม 2565 มีจำนวนคดีออนไลน์กว่า 114,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 22,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่การกระทำความผิดดังกล่าว จะขยายตัวและแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว

ส่งผลกระทบต่อประชาชนวงกว้าง และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมเสนอให้มีการลงโทษผู้กระทำความผิดให้เป็นแบบอย่าง เพื่อป้องปรามผู้ที่จะกระทำผิด

ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา เห็นว่า พระราชกำหนดดังกล่าว มีความล่าช้าในการออกใช้เป็นกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชน ได้รับความเดือดร้อนจากอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับปล่อยปละละเลย จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันสถานการณ์ ประชาชนได้รับความเสียหาย มีการแจ้งความดำเนินคดีมากถึง 285,000 คดี มีมูลค่าความเสียหายกว่า 39,000 ล้านบาท

แต่เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ ก็ยังไม่สามารถลดจำนวนคดีลงได้อย่างเป็นรูปธรรม และไม่สามารถอายัดเงินได้ทันสถานการณ์เช่นเคย เพราะการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังไม่ใช่การทำงานเชิงรุก

เช่นเดียวกับ พล.อ.ต.นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ที่เห็นว่า พระราชกำหนดนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ยังไม่มีความเข้าใจกระบวนปฏิบัติหากถูกหลอกลวงในทางออนไลน์ และกระบวนการร้องเรียน ก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะไม่มีหน่วยงานกลางในการประสานงาน ประชาชนที่ถูกหลอกลวง ยังต้องติดต่อกับธนาคารด้วยตนเอง

และหากมีหลายบัญชีก็ต้องสอบถามทีละธนาคาร ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันสถานการณ์ ดังนั้น ควรจะจัดตั้งหน่วยงานกลาง เพื่อบริการประชาชนที่ถูกโจรกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ (One Stop Service) ทั้งการรับเรื่องร้องเรียน การยึดอายัดวงเงิน รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ สนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ เนื่องจาก ปัญหาคอลเซนเตอร์ เป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยทั่วไป ผู้ที่เดือดร้อนต้องการเครื่องมือเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่ยังจำเป็นต้แงประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ให้เอาผิดผู้ต้องหาที่ตั้งหลักปักฐานหลอกหลวงกระทำความผิดในต่างแดน เพื่อขุดรากถอนโคนขบวนการเหล่านี้ด้วย

ข่าวล่าสุด