แต่หากเป็นนิติกรรมอำพราง โอนที่ดิน 12 คน 12 วันจะเสียภาษีกรมที่ดิน อยู่ที่ 59.2 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนเงินกว่า 521ล้านบาท จะหายไป ดังนั้นแล้วกรณีนี้ทำให้รัฐเสียภาษี 521,130,789.05 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถือครองหุ้น 42,000 หุ้นของบริษัทไอทีวี จำกัด(มหาชน) กรณีนี้ ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหายแม้แต่บาทเดียว นายพิธา จึงถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นนายกรัฐมนตรี แตกต่างกับนายเศรษฐา ที่ร่วมกระทำความผิด โดยการหลีกเลี่ยงภาษีให้กับผู้ขาย เป็นจำนวนเงิน 521 ล้านบาท ทำให้รัฐไม่ได้เงินส่วนนี้
โดยเรื่องนี้ คนขายที่ดินทำคนเดียวไม่ได้ เหมือนการตบมือข้างเดียวไม่ดัง ต้องมีคนซื้อ ที่มีความรู้ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ คนซื้อแวดวงตลาดหลักทรัพย์ มาช่วยสนับสนุนความผิด ในวันที่มีการซื้อขายโอนที่ดิน นายเศรษฐา ไม่สามารถปฏิเสธว่า ไม่รับรู้ไม่ได้ เพราะวันนั้น นายเศรษฐา มีสถานะเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้ลงชื่อรับรองรายงานการประชุม ในวันที่ 14 สิงหาคมปี 2562 อย่างถูกต้อง
ส่วนกรณีที่ บริษัท แสนสิริ ออกแถลงการณ์ชี้แจงมา ในประเด็นว่า ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาษี และผู้ซื้อไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยนั้น นายชูวิทย์ กล่าวว่า
“คุณจะบอกว่าไม่รู้เรื่องเขาจะขายอย่างนี้ แล้วจะตามใจเขา ทั้งที่คุณเป็นบริษัทมหาชน มีความรู้ ความเชี่ยวขาญ ซื้อที่ดินมากี่แปลงแล้ว และนายเศรฐา ได้เซ็นรับรองการประชุม หากนายเศรษฐา ได้เป็นนายกฯ จะไม่ช่วยนายทุนหลีกเลี่ยงภาษีหรือ ดังนั้น จึงเข้าอีหรอบเดียวกับทักษิณ” หากนายเศรษฐา ซึ่งเป็นนายทุนที่ยังกระทำการแบบนี้ได้ ท้ายที่สุด ประเทศไทย จะได้นายกฯที่เป็นนายทุนในการหลีกเลี่ยงภาษี
นายชูวิทย์ แจงเหตุผลที่กล่าวหา นายเศรษฐา เป็นผู้ร่วมสมคบคิดกระทำความผิด เพราะ
1.เป็นกรรมการผู้จัดการแสนสิริ
2.เศรษฐาเป็นบอร์ดแสนสิริ
3.ร่วมประชุม 14 ส.ค.62
4.ลงนามการประชุม 14 ส.ค.62
5.รับรู้นิติกรรมอำพราง
จากนั้นนายชูวิทย์ ได้นำถาดพิซซ่าขึ้นมาแสดงตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบการตัดแบ่งโอนที่ดินเป็น 12 ชิ้นและระบุว่า อีกข้อน่าสงสัยคือทำไมในที่ดินผืนเดียวกันสามารถแบ่งขายราคาได้ หลากหลายราคา 12 คน ขายคนละราคา
โดยนายชูวิทย์ กล่าวต่อ หลังจากนี้ ตนจะนำข้อมูลและเอกสารที่นำมาแถลงวันนี้ (3 ก.ค.) ไปยื่นต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ,ประธานรัฐสภา และ กรมสรรพากร เพื่อให้นำข้อมูลไปประกอบในการพิจารณาโหวต นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตนเชื่อว่า พฤติการณ์เหล่านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ที่ระบุว่า นายกฯต้องความซื่อสัตย์สุจริต และถือว่ามีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 37 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
“เขาเป็นคนตัวสูงมักจะมองข้ามคนอื่นๆ คนในพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ชอบ เพราะถือว่ามาในฐานะตั๋วปู ของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายเศรษฐา เป็นคนมีอีโก้สูง ปากไวใจร้อน ตนรู้พฤติกรรมหมดเวลาจะแฉใคร” นายชูวิทย์ กล่าวและกล่าวต่อ
บริษัท แสนสิริ ไม่เคยซื้อที่ดินโดยตรงจากเจ้าของ แต่ให้บริษัทในเครือไปซื้อ แล้วก็ทำธุรกรรมอำพรางจนทำให้มีราคาที่ดินสูงขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัท แสนสิริ เคยมาติดต่อซื้อที่ดินของนายชูวิทย์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท มาแล้ว แต่ไม่ขายให้เนื่องจากติดสัญญาซื้อขายกับบริษัทอื่นอยู่ และได้ขายไปให้กับบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
โดยที่ยืนยันว่า การที่ออกมาเปิดเผยในครั้งนี้ ไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินกับบริษัทแสนสิริ และไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองกับนายเศรษฐา แต่ออกมาพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในไทย มักจะหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีนี้ แต่บริษัท แสนสิริ ทำมากกว่าบริษัทอื่น จึงไม่เห็นด้วยที่จะเสนอให้นายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี
“เหตุผลที่ต้องออกมาแฉ เพราะนายเศรษฐา มาจากเพื่อไทย และการที่เพื่อไทยตระบัดสัตย์เอานายเศรษฐามาเป็นหุ่นเชิด จำเป็นต้องออกมาพูดเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะชน ไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองส่วนตัวกับนายเศรษฐา แต่นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นที่ประจักษ์เรื่องของความซื่อสัตย์ และเมื่อตนรู้ว่านายเศรษฐามีพฤติกรรมแบบนี้ ยังจำเป็นต้องเก็บไว้อีกหรือไม่ ซึ่งการแฉแบบนี้ เป็นการแฉเพื่อชาติ และพรรคเพื่อไทยก็ยังมี อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร และ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดต ก็ให้เสนอกันไป แต่ต้องไม่ใช่นายเศรษฐา”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีคนที่มีความซื่อสัตย์ เป็นที่ประจักษ์แบบที่นายชูวิทย์ ระบุหรือไม่ นายชูวิทย์ ดีดนิ้ว ตอบทันที “อาจารย์ชัยเกษม เพราะ เป็นคนมีความรู้เรื่องกฎหมาย อายุขนาดนี้แล้ว คงไม่ได้หวังเงินทอง ส่วนคุณอุ๊งอิ๊งค์ มี conflict of interest เพราะเป็นลูก นายทักษิณ หากเป็นนายกฯ ก็จะกระทำการทุกอย่างให้ นายทักษิณ กลับ เดิมคุณหญิงพจมาน กับนายทักษิณ เลือกนายชัยเกษม แต่นายเศรษฐา ไปกราบกราน โดยการกำชับของยิ่งลักษณ์”
สำหรับการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ เป็นการแฉเพื่อชาติ และเป็นเพียงเรื่องแรก ยังมีอีก 11 เรื่อง ที่รอการเปิดเผย
ในช่วงท้ายของการแถลง นายชูวิทย์ ได้เปิดแผ่นไวนิล ที่เป็น ข้อมูลของการโอนซื้อขายที่ดิน ที่เป็นประเด็น กับนายเศรษฐาต่อสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่า นายทักษิณ จะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างยังไม่ลงตัว เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล และแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
“หากยังจัดตั้งรัฐบาลไม่เรียบร้อย ฟันธงว่าร้อยทั้งร้อย นายทักษิณ เลื่อนกลับบ้านอย่างแน่นนอน สืบเนื่องจากการแถลงจับขั้วรัฐบาลเพื่อไทยเมื่อวานนี้(2 ส.ค.) ระบุว่า 2 พรรคลุงไม่มา การไม่มาคือพยายามให้กระแสสงบ เพราะถ้าบอกว่า 2 ลุงมา นายชูวิทย์ใช้คำว่า “ตายห่าพอดี” แต่ในการโหวตนายกฯ เขาโหวตนายกฯ ไม่ได้โหวตรัฐบาล เมื่อโหวตนายกฯ ได้เมื่อไรหลังจากนั้น 2 พรรคลุงจะมา เพราะถ้าไม่มา สว.จะโหวตผ่านให้ได้อย่างไร ฉะนั้นเป็นไฟกระพริบใต้โต๊ะที่บอกว่ามา แต่มาหลังโหวตแล้วเสร็จ ก่อนจะถามว่า แผนเป็นแบบนี้ชัดเจนหรือไม่?”
ส่วนกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันกำหนดการหลับบ้านนายทักษิณยังเหมือนเดิมนั้น นายชูวิทย์ บอกว่า ไม่เป็นไร จะพูดยังไงก็พูดได้
อย่างไรก็ตามล่าสุดนายชูวิทย์ ได้เลื่อนการส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ
สำหรับรายละเอียดถ้อยแถลงการณ์ของบริษัท แสนสิริ ดังนี้