เนชั่นทีวี

การเมือง

เปิดเดือด! "รัฐสภา" เถียงวุ่น เสนอชื่อ"พิธา" โหวตนายกฯซ้ำ เป็นญัตติหรือไม่

19 ก.ค. 2566 | thanita_boo

เปิดเดือด! "รัฐสภา" เถียงวุ่น เสนอชื่อ"พิธา" โหวตนายกฯซ้ำ เป็นญัตติหรือไม่

"รัฐสภา" เถียงวุ่น! โหวต "พิธา" นั่งนายกฯ ซ้ำ 2 เป็นญัตติหรือไม่ - "ส.ส.เพื่อไทย" หลุดยอมรับเป็นญัตติ - "ก้าวไกล" ท้วงกระบวนการเลือกนายกฯ ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ  

19 กรกฎาคม 2566 การประชุมรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมในวันนี้ (19 ก.ค.) มีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ซึ่งถือเป็นการพิจารณาเป็นครั้งที่ 2 หลังการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่ให้ความเห็นชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ทันทีที่เข้าสู่การประชุม นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ 8 พรรครวมจัดตั้งรัฐบาล ได้เสนอชื่อ "นายพิธา" ให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 2 เพียงรายชื่อเดียว โดยไม่มีพรรคการเมืองอื่นเสนอบุคคลอื่นชื่อท้าชิง

เปิดเดือด! "รัฐสภา" เถียงวุ่น เสนอชื่อ"พิธา" โหวตนายกฯซ้ำ เป็นญัตติหรือไม่

 

ทำให้นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นทักท้วง เนื่องจาก ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ระบุว่า ญัตติใดที่ตกไปแล้ว ห้ามนำเสนอขึ้นใหม่ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังไม่ได้มีการลงมติ ซึ่งในการประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา รัฐสภา เคยมีมติไม่ให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ซึ่งญัตติการเสนอชื่อนายพิธาดังกล่าว จึงถือเป็นอันตกไป และการเสนอชื่อนายพิธาซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ก็ไม่มีเหตุการณ์อื่นใดเปลี่ยนแปลงไป อาจจะขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้ พร้อมเสนอญัตติให้พิจารณาว่า การเสนอชื่อนายพิธา ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 หรือไม่ 

ด้าน นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สนับสนุนให้ที่ประชุมได้อภิปราย ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนลงมติ ตามที่ที่ประชุมพรรคการเมือง และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิสภา หารือไว้เมื่อวานนี้  (18 ก.ค.) เพื่อไม่ให้ประธานรัฐสภาต้องวินิจฉัย 

อัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เห็นแย้ง เนื่องจาก กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการไปตามรัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว จึงขอให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย รวมถึงนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มั่นใจว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ญัตติ แต่เป็นข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 136 

เช่นเดียวกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ประท้วงเนื่องจาก ระหว่างที่รัฐสภาพิจารณาข้อเสนอเสมือนญัตติตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถเสนอญัตติอื่น ๆ ซ้อนได้ ซึ่งขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 31 และจะทำให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ไปขัดต่อกระบวนการรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทำให้นายอัครเดช ลุกขึ้นตอบโต้ว่า กรณีที่นายจุลพันธ์ ระบุว่า ไม่สามารถพิจารณาญัตติ ซ้อนญัตติได้นั่นหมายความว่า ได้ยอมรับแล้วว่า การเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นญัตติ โดยนายจุลพันธ์ เห็นว่า กระบวนการที่จะต้องดำเนินการหลังจากนี้ รัฐสภา ควรจะใช้เสียงข้างมาก ตัดสินว่า ที่ประชุมจะเห็นชอบให้ดำเนินการไปตามทิศทางใด 

เปิดเดือด! "รัฐสภา" เถียงวุ่น เสนอชื่อ"พิธา" โหวตนายกฯซ้ำ เป็นญัตติหรือไม่

ทำให้ นายเอกนัฏฐ์ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แนะนำให้ 8 พรรคร่วมไปตกลงกันให้ดีก่อนว่า จะดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ เพราะ นายจุลพันธ์ ก็ยอมรับแล้วว่า การเสนอนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติ แต่พรรคก้าวไกล กลับเห็นค้านว่า กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นญัตติ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 

ท้ายที่สุดแล้ว ที่ประชุมไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้นายวันมูหะนัดนอร์ ต้องเปิดโอกาสให้ สส. และ สว. อภิปรายว่า การเสนอชื่อนายพิธา ถือเป็นญัตติหรือไม่ ตามการเสนอของนายอัครเดช ซึ่งเบื้องต้นได้กำหนดเวลาการอภิปรายไว้ 2 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่าย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 40 นาที, ฝ่าย 10 พรรคร่วมรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน 40 นาที และฝ่ายวุฒิสภา 40 นาที แต่สามารถขยายเวลาได้ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง 

เปิดเดือด! "รัฐสภา" เถียงวุ่น เสนอชื่อ"พิธา" โหวตนายกฯซ้ำ เป็นญัตติหรือไม่

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอดการถกเถียงกันอย่างวุ่นวายเกือบ 2 ชั่วโมง สส.ของพรรคก้าวไกลส่วนหนึ่ง พยายามให้ที่ประชุมรัฐสภาดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และขอให้ประธานรัฐสภา ได้ใช้อำนาจชี้ขาดตามที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้ให้อำนาจไว้ เพื่อให้ที่ประชุมสามารถเดินหน้ากระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ขณะที่ พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกวุฒิสภา พยายามให้ที่ประชุมร่วมกันลงมติชี้ขาดว่า รัฐสภา จะดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไรต่อไป