นอกจากนี้จำเลยทั้ง 7 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนตามกฎหมาย แต่จำเลยทั้ง 7 หาได้ทำตามอำนาจหน้าที่ของพวกตนไม่ จนปล่อยล่วงเลยมาถึงวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 มีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มายื่นคำร้องต่อจำเลยทั้ง 7 กล่าวหาว่านายพิธา ถือหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น itv จำนวนเพียงประมาณ 42,000 หุ้น ในจำนวนหลายล้านหุ้น จึงอาจขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ต่อมามีผู้ยื่นข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันอีกหลายคน
แต่จำเลยไม่ดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยโดยพลันตามกฎหมาย หรือไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกฎหมาย ทั้งที่นายพิธา เคยเป็น สส. มาแล้ว 1 สมัยจนครบวาระ และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้ง 7 จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำให้บุคคลอื่นคือโจทก์ หรือนายพิธา ได้รับความเสียหาย