เนชั่นทีวี

การเมือง

"พล.อ.สุพจน์" ชี้การก่อการร้าย เป็นปัญหาหนักใจ พบก่อเหตุโดยลำพังมากขึ้น

14 ก.ค. 2566 | tinakit_rat

"พล.อ.สุพจน์" ชี้การก่อการร้าย เป็นปัญหาหนักใจ พบก่อเหตุโดยลำพังมากขึ้น

"พล.อ.สุพจน์" ชี้การก่อการร้าย เป็นปัญหาหนักใจของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ระบุพบรูปแบบก่อเหตุโดยลำพังมากขึ้น จากแนวคิดสุดโต่ง เร่งป้องกันเส้นทางฟอกเงินอุดหนุน ขอหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งออกกฎหมายที่เหมาะสม แจงการเมืองเปราะบาง คนเห็นต่างเพราะอายุ-อาชีพ-เทคโนโลยี

14 กรกฎาคม 2566 พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) ไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้ชื่องาน "เมื่อโลกปรับ และภัยเปลี่ยน: ร่วมเดินหน้า 17 นโยบาย มุ่งสู่ประเทศไทยมั่นคงอย่างยั่งยืน" มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และส่งเสริมความเข้าใจนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข

เลขาธิการ สมช. ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคง ว่า ความมั่นคงแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำงาน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย แผนงานต่างๆ ปัจจุบันเป็นช่วงการถ่ายทอดแผน เพื่อให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนอยู่ดีมีสุข การขับเคลื่อนงานต่อไป ต้องอยู่ในบริบทความมั่นคงของโลก ถือเป็นความท้าทาย

เลขา สมช. หนักใจปัญหาก่อการร้าย

ส่วนเรื่องก่อการร้าย เป็นเรื่องสำคัญที่ทิ้งไม่ได้ สมช.ก็หนักใจ หลายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็หนักใจ เราจะพบรูปแบบการก่อเหตุที่หลากหลายมากขึ้น เป็นที่น่ากังวลที่พบคือ การปฏิบัติการโดยลำพังมากขึ้น และไปเชื่อมกับลักษณะของแรงจูงใจในการก่อเหตุ ด้วยแนวคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรง เพราะฉะนั้นตนจึงมีความกังวล จึงอยากถ่ายทอดว่า ในบ้านเราถ้าไม่ช่วยกันลดกระแสความรุนแรง อาจจะเชื่อมโยงเกิดเหตุร้ายขึ้นได้ และมีผลกระทบที่กว้างขวาง

ซึ่งเราพยายามป้องกันเส้นทางการฟอกเงินที่อุดหนุน และโยงไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งปัญหานี้ยังทำไม่สำเร็จ ในเรื่องของกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการ เพราะตนจะเกษียณอายุราชการแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันผลักดัน คิดหาวิธีทำอย่างไรให้มีกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่งเราพยายามทำกันมามากแล้ว แต่ติดอยู่ที่สภา แต่ถ้ามีการปรับแต่งและทำอย่างตรงไปตรงมา เป็นที่ยอมรับและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่กลั่นแกล้งใคร เอาไว้ใช้แก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวด้วยความจำเป็น

ทั้งนี้ ยอมรับว่าประเทศมหาอำนาจ พยายามเข้ามาร่วมมือ ตนไม่อยากใช้คำว่า แทรกแซง เพราะเป็นธรรมชาติ เราต้องป้องกันเสถียรภาพตนเอง ให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด เช่น กรณีทะเลจีนใต้ แม่น้ำโขง อะไรที่เป็นประเด็นเงื่อนไข รวมถึงเรื่องการเมืองประเทศเหล่านี้จะใช้เงื่อนไขเหล่านี้มาร่วมมือการทำงานและนำไปสู่ผลประโยชน์ที่เหมาะสม

พร้อมระบุว่า ปัญหาในไต้หวันก็น่าจับตา เมียนมาก็เป็นเรื่องที่เราต้องแบกรับเป็นระยะยาว คาบสมุทรเกาหลีก็เช่นกัน เชื่อมโยงไปถึงประเทศลำดับรองจากประเทศมหาอำนาจ ก็ต้องจับตาดูว่าญี่ปุ่นจะขยับเรื่องนี้อย่างเต็มตัว

เลขา สมช. หนักใจปัญหาก่อการร้าย

ส่วนแนวชายแดนประเทศไทย เราต้องมีความสัมพันธ์ในทุกมิติ เพื่อลดทอนความขัดแย้งที่มีอยู่เดิม และมีโอกาสจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เพราะเรื่องชายแดนทุกคนก็ต้องปกป้องอธิปไตย ตารางนิ้วเดียว แต่ละประเทศก็ไม่มีทางปล่อย ซึ่งเป็นปัญหาที่คาราคาซังอยู่ว่า จะทำอย่างไร เป็นเรื่องที่สมช. ต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดปัญหาชายแดนให้น้อยที่สุด

แต่ด้วยตรรกะก็ไม่มีทาง เพราะอะไรที่คุยไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้เรื่อง บางเรื่องมีข้อมูล เอกสารหลักฐาน คุยมา 3 ปีก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นความร่วมมือในการใช้พื้นที่ หรือไม่ใช่พื้นที่ ก็เป็นกุญแจสำคัญที่เราต้องร่วมกัน และดูว่าที่ผ่านมาเกิดจากสาเหตุอะไร ก็อย่าให้เกิดอีก ที่สำคัญ กลไกตามแนวชายแดนมีประโยชน์มากกว่า 30 ปี ไทยแทบไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านเลย เพราะคณะกรรมการกลไกต่างๆที่ตั้งขึ้นมา ทั้งทหารและพลเรือน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้อาจจะต้องขยับเพิ่มเติม เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบภูมิประเทศร่วมกัน

ส่วนสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศไทย มีเรื่องยาเสพติด คอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย การค้ามนุษย์ อาชญากรรม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความคิดสุดโต่งรุนแรง และเรื่องที่ไม่คาดคิด ล้วนเกิดขึ้นในแต่ละมิติเสมอ คือภัยพิบัติหรือสาธารณภัย ในช่วงเวลาประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง ถือเป็นจุดเปราะบางพอสมควร ที่เกี่ยวข้องกับความคิด สังคม ความเชื่อ การแสดงความคิดเห็น 

มันเกิดความหลากหลายทางอายุ อาชีพ และสถานะทางสังคม ซึ่งเกิดการขยายอย่างรวดเร็ว เพราะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามา เช่น สื่อสังคมออนไลน์ การบิดเบือนข้อมูล ข่าวปลอม การเผยแพร่อย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข ซึ่งสมช.มองเห็นและเขียนนโยบายขึ้นมา คือการใช้แผนพหุวัฒนธรรม และแนวทางการอยู่ร่วมกัน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ นำไปศึกษาเพิ่มเติมและนำไปใช้ในกรอบได้ เพื่อประกอบนโยบายที่มี เพราะฉะนั้นกรอบที่เราร่วมกันคิดมา แผน 5 ปี ก็มีการปรับกระบวนทัศน์การทำงาน สามารถแก้ไขให้อ่อนตัวทันสถานการณ์ ทั้งนี้ อยากฝากว่า

     1.การทำงานร่วมกัน การเชื่อมโยงระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ ลองไปดูว่าหลายหน่วยงานทำงานไม่สอดคล้องกัน จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตกอีก 1-2 ปีข้างหน้าก็ต้องมาทำใหม่

     2. การถ่ายทอดเป้าหมาย ไปสู่การขับเคลื่อนในระดับที่ 3 

     3. การวิเคราะห์ ติดตามและประเมิน ปรับเปลี่ยน อย่างทันท้วงทีภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายที่มี

     4. ความร่วมมือในการผลักดัน อธิบายให้สามารถทำงานหางบประมาณมาได้จนภารกิจสำเร็จ

     5.คำนึงถึงคน

เลขาธิการ สมช. เน้นย้ำด้วยว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนงานความมั่นคง ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมและบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งภาคเอกชนภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง สื่อมวลชน และที่สำคัญที่สุด คือ ภาคประชาชนโดยหน่วยงานของรัฐ จังหวัด ชุมชนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญให้นโยบายฯ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติเป็นไปตามความต้องการของประชาชน และศักยภาพในพื้นที่

ข่าวล่าสุด