เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นายชัยธวัช กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าเรื่องนี้เป็นกระบวนการหวังผลทางการเมืองจริงๆ มีการบิดเบือนเจตนารมย์ในการบังคับใช้กฎหมาย บิดเบือนระเบียบข้อบังคับต่างๆ ย่อมต้องหวังผลทางการเมือง แต่เรายังเชื่อว่าจะมี ส.ว.มากเพียงพอที่อยู่ข้างความถูกต้อง มีสติ มีความเป็นธรรม และยืนยันที่จะเอกสิทธิ์ตนเองเป็นไปตามเสียงของประชาชน รวมถึงมีวิจารณาญาณเห็นว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่สามารถเป็นบทสรุปได้ว่านายพิธามีความผิด กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส.และ ส.ว.ที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ ดังนั้น มันเป็นคนละส่วนกันกับการโหวตเลือกนายกฯ
เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาฟ้อง กกต.ตามมาตรา 157 หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ คงต้องดูรายละเอียดของเอกสารหลายๆ อย่างด้วย ขอยืนยันอีกครั้งว่า กระบวนการตรวจสอบของ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนละส่วน ไม่เกี่ยวข้องกันกับรัฐสภาในการเลือกนายกฯ แต่แน่นอนว่า มีบางฝ่ายพยายามที่จะใช้เรื่องนี้อ้างเหตุผลว่า จะไม่เลือกนายพิธา เป็นนายกฯ อ้างเพื่อจะบอกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน
เมื่อถามว่า มี ส.ว.บางส่วนออกมาระบุ ให้เลื่อนการโหวตออกไปก่อน นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนเชื่อว่าจะไม่เป็นเหตุให้เลื่อนการโหวตนายกฯ และเชื่อมั่นประธานรัฐสภาที่มีหลักชัดเจน
“เราเฝ้าดูอยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเที่ยงธรรมหรือไม่ ยืนยันการที่ กกต.พยายามอ้างบรรทัดฐานในคดียุบพรรคอนาคตใหม่ มันไม่สามารถเทียบเคียงได้ เพราะกระบวนการไม่เหมือนกัน และเราไม่มีแผนอะไร ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร นายพิธามีสิทธิ์ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ สามารถเสนอชื่อเป็นนายกฯ ได้เหมือนเดิม
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนที่หวังมากที่สุดคือประชาชนที่อยู่ข้างนอก เรายังหวังว่าสิ่งที่ผิดปกติจะไม่เกิดขึ้น กระบวนการนิติสงครามที่ค้านสายตาประชาชนมากว่า 10 ปีจะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้(13 ก.ค.) จะเป็นโอกาสและทางแยกของสังคมไทยว่า เราจะวนกลับไปสู่การเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนเดิม หรือจะเป็นโอกาสที่เราจะคืนความปกติให้กับระบอบประชาธิปไตยไทย และพาประเทศไปข้างหน้า ผู้มีอำนาจมีโอกาสเลือก และผมเชื่อว่าคราวนี้ประชาชนจะไม่ยอม” นาบชัยธวัช กล่าว