ยุทธศาสตร์กระดุม 5 เม็ด ฝ่าด่าน ส.ว. ส่ง “พิธา” เป็นนายกฯ
18 พ.ค. 2566 | [email protected]

“ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น” นำเสนอ บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์กระดุม 5 เม็ด ฝ่าด่าน ส.ว. ส่ง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ
การเมือง
18 พ.ค. 2566 | [email protected]

“ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น” นำเสนอ บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์กระดุม 5 เม็ด ฝ่าด่าน ส.ว. ส่ง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ
“ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น” นักรัฐศาสตร์ และผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เสนอ “บทวิเคราะห์ไทม์ไลน์เชิงยุทธศาสตร์กระดุม 5 เม็ดเพื่อเป้าหมายการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”
โดย “อาจารย์เชษฐา” อธิบายว่า เป็นการเสนอบนฐานแนวคิด “ทฤษฎีย้อนแย้ง” เพื่อลดช่วงห่างจากเป้าหมาย 376 เสียงให้เหลือน้อยที่สุดในการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยมีโรดแมปทางกระบวนการ ดังนี้
(1) เริ่มจากกรณีฐาน 8 พรรคร่วมดั้งเดิม นำโดย "พรรคก้าวไกล" ที่มี 313 เสียง
(2) เชิญพรรคเล็กต่อมา คือ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่มี 10 เสียง ร่วมรัฐบาล จะทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มเป็น 10 + 313 = 323 เสียง
(3) เจรจากับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่มี 25 เสียง ถือเป็นมหาดีลเพื่อชักชวนให้แสดงจุดยืนครั้งสุดท้ายในการรักษาระบอบประชาธิปไตย ปิดสวิตช์ ส.ว. โหวตนายกรัฐมนตรีตามอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ ที่สื่อต่อสาธารณะมาโดยตลอด
ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่ “พรรคประชาธิปัตย์” จะแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นในจุดยืนนี้ แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ตาม ผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจะทำให้ชื่อเสียงพรรคเพื่อความเป็นประชาธิปไตยของ “ประชาธิปัตย์” ฟื้นคืนมา จะทำให้มีเสียงสนับสนุนเพิ่มเป็น 25 + 323 = 348 เสียง
(4) ส่งเทียบเชิญพรรคจิ๋วที่เหลืออยู่อีก 6 เสียง จะทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มเป็น 348 + 6 = 354 เสียง ซึ่งพรรคจิ๋วทุกพรรคมีแนวโน้มตอบรับมาร่วมเป็นรัฐบาล แม้ว่าจะได้ตำแหน่งหรือไม่ได้ตำแหน่งทางการเมือง เพราะอย่างน้อยพรรคจิ๋วยังสามารถผลักดันงบประมาณบางส่วนมาจัดทำนโยบายของตนเองได้ตามที่หาเสียงในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อนับเสียงสนับสนุนเฉพาะฝั่ง ส.ส. ขณะนี้จะมีอยู่ 354 เสียง ห่างจากเป้าหมาย 376 เสียง = 22 เสียงเท่านั้น จากเดิมกรณีฐานที่ต้องการเสียงสนับสนุนจากฝั่งวุฒิสภาถึง 63 เสียง ลดลงถึง 2 ใน 3 จากเดิม ทำให้ลดแรงกดดันในทางยุทธศาสตร์ลง และเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย
(5) เข้าพบเพื่อให้เกียรติและอธิบายทำความเข้าใจกับสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่เคยโหวตอิสระปิดสวิตช์ตนเองในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อย่างน้อย 23 คน จะทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มเป็น 354 + 23 = 377 เสียง บรรลุภารกิจส่ง “คุณพิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี
ข้อเสนอของ “อาจารย์เชษฐา” ไม่ใช่แค่ได้เสียงสนับสนุนมากพอสำหรับเป็นนายกฯ แล้วจบไป แต่มีข้อเสนอต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างราบรื่นด้วย กล่าวคือ
- เมื่อได้ “คุณพิธา” เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ภารกิจต่อมาของรัฐบาลชุดใหม่จะต้องบริหารประเทศและประคับประคองรัฐนาวาให้มั่นคงอย่างน้อย 1 ปี เพื่อรอให้วุฒิสภาชุดนี้หมดวาระในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567
- จากนั้นระบบการเมืองจะเข้าสู่โหมดปกติที่ “นายกรัฐมนตรี” ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขณะที่วุฒิสภาจะไม่มีสิทธิโหวต “นายกรัฐมนตรี” อีกต่อไป
- ในระหว่าง 1 ปี ทางรัฐบาลชุดใหม่อาจตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอาจดำเนินการเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นจะยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ทุกระบบการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขับเคลื่อนกลไกทางการเมืองให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ หรือจะบริหารประเทศต่อไปก็ยังได้ หากเห็นว่ายังนำพารัฐบาลไปได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ
“อาจารย์เชษฐา” บอกว่า ข้อเสนอนี้ เป็นการใช้ยุทธศาสตร์ที่พรรคแกนนำรัฐบาลเดิม (พลังประชารัฐ) เคยทำเมื่อ 4 ปีที่แล้วมาใช้ในการโหวต “คุณพิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี และตั้งรัฐบาลให้สำเร็จในครั้งนี้ เสมือนการย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์กลับไปยังขั้วรัฐบาลเดิมที่เคยใช้ยุทธศาสตร์แบบนี้มาก่อน
ซึ่งการเก็บทุกพรรคแม้กระทั่งพรรคจิ๋ว เพื่อบรรลุเป้าหมายในการตั้งรัฐบาลและเลือก “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อคราวปี 2562 ดังนั้นในปี 2566 หาก “พรรคก้าวไกล” เลือกเดินตามยุทธศาสตร์กระดุม 5 เม็ดข้างต้น จะทำให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยก็เป็นได้