เนชั่นทีวี

การเมือง

ศาลปกครองสูงสุด สั่งไม่คุ้มครอง "สืบพงษ์" เด้งพ้นอธิการบดีม.รามคำแหง ทันที

03 พ.ค. 2566 | sirisak_rue

ศาลปกครองสูงสุด สั่งไม่คุ้มครอง "สืบพงษ์" เด้งพ้นอธิการบดีม.รามคำแหง ทันที

"ศาลปกครองสูงสุด" มีคำสั่งยกคำขอไม่คุ้มครอง "สืบพงษ์ ปราบใหญ่" เด้งพ้นตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 พ.ค. 2566) ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด กรณีที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับมติหรือคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ถอดถอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดยก่อนหน้านี้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีมติและคำสั่งถอดถอนผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ออกจากตำแหน่งอธิการบดี (เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565) ด้วยพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา 3 ข้อหาด้วยกัน คือ

1.ปกปิดข้อมูลการรับโอนทรัพย์สินและที่ดินจากนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ภายหลังจากที่นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ซี่งต่อมา ศาลฎีกาได้พิพากษายึดทรัพย์สินดังกล่าวที่ นายสุพจน์ โอนให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ตกเป็นของแผ่นดิน

2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ได้ใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มาสมัตรเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดคณะศึกษาศาสตร์และได้ใช้วุฒิดังกล่าวในการสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นอธิการบดี

3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหลายประการ ภายหลังการถอดถอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ได้ฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนมติและคำสั่งการถอดถอนตนออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งทุเลาหรือคุ้มครองชั่วคราวผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 จนนำไปสู่การอุทธรณ์ของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้ระงับการสั่งคุ้มครองดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ตามคำร้องที่ 280/2566 และคำสั่งที่ 744/2566 ลงวันที่ 27 เมษายน 2566 ซึ่งศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งในวันนี้ที่ 3 เมษายน 2566 นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ในการดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่ามูลกรณีที่นำไปสู่การถอดถอนผู้ช่วยศาลตราจารย์สืบพงษ์ มาจากพฤติการณ์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ในสามกรณีด้วยกัน

ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่มีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการถอดถอนผู้ช่าวยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีแต่อย่างใด เนื่องจากแม้จะมีการดำเนินการถอดถอนกรณีใดกรณีหนึ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ได้มีผลทำให้ขั้นตอนในการดำเนินการของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงในส่วนที่ชอบด้วยกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.พ. ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น โดยไม่คุ้มครองชั่วคราวผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ อันมีผลทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีทันที

ทั้งนี้ เอกสารข่าวของศาลปกครองสูงสุดส่วนหนึ่งในวันนี้วินิจฉัยตอนนี้ว่า ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ) อ้างเหตุถอดถอนว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ให้ความช่วยเหลือแก่นาย ส. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยการรับโอนที่ดินจากนาย ส. จำนวน 2 แปลง และกล่าวอ้างว่า เงินของนาย ส. ที่ถูกยืดเป็นของกลางส่วนหนึ่ง จำนวน 4.5 ล้านบาท เป็นเงินของผู้ฟ้องคดี และเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ฟืองคดีจนกระทั่งตาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ที่ดิน และเงินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้รายงานให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเป็นตันสังกัดทราบ การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้บริหารตามที่กฎหมายกำหนด

และกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อ้างเหตุถอดถอนว่า ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์ โดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นการกระทำที่ขาดไร้จริยธรรมและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่จำต้องพิจารณาว่าการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก่อนมีมติถอดถอนผู้ฟ้องคดีในทั้งสองกรณีดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่มีผลทำให้ขั้นตอนในการดำเนินการของผู้ถูกฟัองคดีที่ 1 ก่อนที่จะมีมติถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยเหตุพฤติการณ์การกระทำของผู้ฟืองคดีในกรณีที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ฟืองคดีเปลี่ยนแปลงไป

ในชั้นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่ามติและคำสั่งที่ถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และที่แต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมายที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีได้

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ นำวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.พ. มาสมัตรเป็นอาจารย์ และสมัครเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องคุณสมบัติส่วนตนของผู้สมัครที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตั้งแต่แรกที่เข้ามาเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 อันมีผลเป็นการบอกล้างประสบการณ์การสอนและการบริหารตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 และสภามหาวิทยาลัยก็ได้เคยมีมติไม่ให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ กลับมาปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี

หากแต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ไม่ได้ปฏิบัติตามมติสภามหาวิทยาลัยแต่อย่างใดไม่ จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลแพ่งจังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นภูมิลำเนาของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ด้วยข้อหาบุกรุกและละเมิด จนศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ พร้อมบริวารหยุดปฏิบัติหน้าที่และให้ขนข้าวของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ออกจากห้องทำงาน

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญชาล ทองประยูร ผู้อำนวยการสถาบันนานาชาติ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ จะทำให้เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายยุติลง ต่อไปนี้คงไม่มีใครถามอีกว่า ใครเป็นอธิการบดีตัวจริง ที่ผ่านมาเกิดปัญหาความสับสนมาก จนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน และมีบุคลากรจำนวนหนึ่งที่ฝ่าฝืนมติสภามหาวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยคงต้องพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละกรณีต่อไป