การมีMobile Doctor ประจำตัวนั้น จะทำให้คนไทยดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น สามารถสอบถามหมอประจำตัว ได้ 24 ชั่วโมง ถ้าตรวจประเมิน พบว่าเจ็บป่วยเล็กน้อย จะสามารถสั่งยาผ่าน Mobile Doctor และนำ QR Code ไปสแกนรับยาฟรีที่ร้านยาใกล้บ้าน แต่หากต้องพบแพทย์ Mobile Doctor ก็จะนัดแพทย์ใกล้บ้านให้ ดังนั้นผู้ที่เจ็บป่วยจึงสามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลที่ใดก็ได้ หรือหากป่วยหนักMobile Doctor จะหาแพทย์เฉพาะทางให้โดยไม่ต้องรอใบส่งตัว
ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยลดภาระหมอ พยาบาล ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลและจะทำให้ความแออัดในโรงพยาบาลลดลง ซึ่งระบบทั้งหมดจะอยู่ใน Cloud จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สุขภาพของแต่ละบุคคลได้ เพื่อป้องกันโรคไม่ให้เกิดกับประชาชนได้
คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า ถึงเวลาที่ต้องยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค พัฒนาสู่ 30 บาท Plus สร้าง Well-Being Society เพื่อให้คนไทยทุกคนเปลี่ยน Sickcare เป็น healthcare
ทั้งนี้ เมื่อ 20 ปีที่แล้วได้ริเริ่ม การสร้าง medical Hub แต่ถึงวันนี้ เราจะมาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้มากกว่าเดิม ด้วยการเป็น Global Well Being Hub ของคนทั้งโลก เจาะตลาดสุขภาพที่มีมูลค่ากว่า 156 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่าตลาดท่องเที่ยวถึง 2 เท่า และหากเจาะตลาดได้เพียง 1% จะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยและคนไทยกว่า 1.56 ล้านล้านบาท ซึ่งเรามีแพทย์ พยาบาลที่เก่ง มีอาหารเสริม มีสมุนไพร มีสปา และการบริการที่ดีเยี่ยม ซึ่งพร้อมจะเดินหน้าทำได้ทันที
ด้าน ดร.สุวดี กล่าวเสริมว่า การปฏิวัติ ระบบสาธารณสุข ต้องเริ่มจากการดูแลประชาชนด้วยการรักษาโดย P4 ประกอบด้วย
1)ช่วยในการคัดกรองข้อมูล
2) ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องรอคิว
3) ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น
4) ช่วยดูแลผู้ป่วย Acute Care ลดจำนวนคนไข้ในโรงพยาบาล
นอกจากนี้ จะสร้างบำนาญประชาชน 3,000 บาท ดูแลสังคมสูงวัยให้แข็งแรง ซึ่งคนไทยที่มีสุขภาพดีต้องมีรางวัล อาจเป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ เช่น ไฟฟ้า ประปา การเดินทางรถสาธารณะต่างๆ เป็นต้น
ที่สำคัญจะมีการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาบริหาร จัดการระบบสาธารณสุข ของไทยใหม่ทั้งระบบ