“ระบบการรายงานผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ เป็นสิ่งที่ต้องมี เพราะจะทำให้สังคมสิ้นข้อสงสัยและยอมรับผลการเลือกตั้ง ถ้าพูดถึงแอปพลิเคชันแทบจะไม่ต้องผลิตใหม่ เพราะมีแอปฯ ที่พร้อมใช้งานของภาคประชาสังคมทำไว้เยอะแล้ว แค่อาศัยการออกระเบียบให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง สามารถรายงานผลคะแนนผ่านแอปฯ เหล่านั้นได้ ก็จะแสดงผลเรียลไทม์ได้ทันที อยู่ที่ กกต. ตั้งใจจะทำหรือเปล่า” ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า กกต. ต้องไม่ลืมว่า ตัวเองมีชนักติดหลัง คือข้อครหาว่า มีที่มาที่ยึดโยง คสช. ดังนั้น หากต้องการพิสูจน์และปกป้องตัวเอง กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ให้คำตอบประชาชนก่อนเลือกตั้งว่า จะมีระบบการรายงานผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์หรือไม่ แต่หากสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น
“ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง เลือกพรรคก้าวไกล ที่มีนโยบายร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้องค์กรอิสระทุกองค์กรยึดโยงประชาชน ในอนาคตถ้า กกต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าสงสัยแบบที่เป็นอยู่ ประชาชนสามารถถอดถอนได้” ณัฐพงษ์ ระบุ
ด้านปดิพัทธ์ กล่าวว่า ขอฝากไปถึง กกต. การพัฒนาแอปพลิเคชันรายงานผลเรียลไทม์ ภายใต้กรอบวงเงินการพัฒนาในราคา 20 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะการพัฒนาระบบนี้แลกมากับความเชื่อถือของการรายงานผลที่โปร่งใสและรวดเร็ว เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่ใช้ได้ไปตลอด หากเทียบกับสิ่งที่ กกต. เคยทำมา ไม่ว่า จะเป็นแอปพลิเคชันอย่าง ตาสับปะรด หรือ Civic Education หรือแม้แต่แอปดาวเหนือ กกต. ก็สามารถหางบประมาณมาทำได้ตลอด หรือต่อให้ไม่มีงบประมาณ กกต. ก็สามารถแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหรือเอกชนได้ ไม่ว่าจะเป็น Vote62 หรือ Elect หรือสถาบันพระปกเกล้า ดังนั้น เพื่อความโปร่งใส กกต. ต้องเร่งจัดหาเครื่องมือการรายงานผลให้ได้โดยเร็วที่สุด
ปดิพัทธ์ กล่าวอีกว่า กกต. ควรแสดงความพร้อมในการจัดเลือกตั้งให้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้แม้จะใกล้วันเลือกตั้ง แต่ กกต. ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนเรื่องการแบ่งเขต ไม่มีความพร้อมเรื่องแอปพลิเคชันรายงานผล ทั้งหมดนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือขององค์กรจัดการเลือกตั้งยิ่งถดถอย วันนี้ประชาชนต้องการฟื้นฟูประเทศด้วยฉันทามติ โดยมีการเลือกตั้งเป็นคำตอบ เขาตระหนักรู้แล้วว่าบทเรียนเมื่อปี 2562 นำไปสู่ความล้มเหลวในกระบวนการทางรัฐสภา ดังนั้น หาก กกต. ยังนิ่งเฉย และทำเรื่องที่ซ้ำรอยความล้มเหลวในอดีต ตนก็คิดว่าสังคมไทยคงไปต่อยาก
“สุดท้ายที่อยากฝากถึง คือ รัฐสภาได้เรียกร้องให้ กกต. เปิดกว้างให้นักศึกษาหรือคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี มาช่วยสอดส่องหน่วยเลือกตั้งหลังมีการอบรมด้านกฎหมายเลือกตั้ง เพราะเป็นที่ทราบกันมาโดยตลอดว่าหน่วยเลือกตั้งหลายจุดกลายเป็นสถานที่อื้อฉาว กลายเป็นแหล่งรวมหัวคะแนนของรัฐบาล และกลายเป็นกลไกของกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นจึงอยากให้มีความโปร่งใสเกิดขึ้นตลอดการเลือกตั้ง” ปดิพัทธ์ กล่าว