หลังจากคราวก่อนเราได้ทำความรู้จักกับ Activision Blizzard ไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้มาย้อนดูว่าเหตุใดทาง Microsoft จึงยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อกิจการ? ดีลนี้คุ้มค่าแค่ไหน? และทำไมมันจึงเป็นข้อตกลงที่สั่นสะเทือนวงการเกม?
Highlights
ทางด้าน Microsoft ช่วงหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาเพลี่ยงพล้ำให้ Sony ไปมาก ในศึกเครื่องเกมคอนโซลระหว่าง Xbox และ Playstation จากเกม Exclusive นั่นทำให้พวกเขาต้องหาทางแก้เกมอย่างเร่งด่วน
อีกทั้งการซื้อ Activision Blizzard ครั้งนี้ทำให้อนาคตของวงการเกมเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เกิดความเป็นไปได้อีกมากมาย ทั้งกับบริษัทในเครือของ Microsoft เอง หรือบริษัทเกมยักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็ตาม
--------------------
หลังจากคราวก่อนเราพูดถึงฝั่ง Activision Blizzard ไปว่าก่อนจะมาอยู่ในจุดนี้ พวกเขาเป็นใครและมีคุณค่าในวงการเกมมากเพียงไร คราวนี้เราหันกลับมาพูดถึงฝั่ง Microsoft บ้างว่า ที่ผ่านมาพวกเขาพยายามพัฒนาเครื่องเกมซีรีย์ Xbox และเคลื่อนไหวในวงการเกมมากเพียงไร
เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่าการทุ่มเงินหลายหมื่นล้านเหรียญเพื่อซื้อบริษัทเกมนั้น เกิดมาจากความตั้งใจและคิดมาอย่างดีแล้วว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่า Microsoft ผู้เล่นหน้าเดิมในวงการที่สั่งสมขุมพลังมายาวนาน
นับกันในแง่ทรัพยากร Microsoft ถือเป็นบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่มีแทบทุกอย่างที่ผู้พัฒนาเกมต้องการ และทาง Microsoft เองก็พยายามพัฒนาเกมของตัวเองมายาวนาน ทั้งเครื่องคอนโซลตระกูล Xbox หรือบรรดาเกมขึ้นชื่ออย่าง Gears of War, Forza Horizon และเกมโจรสลัดล่องเรือที่โด่งดัง Sea of thieves
แม้ทุกอย่างจะพร้อมสรรพแต่ช่วงเวลาก่อนหน้านี้นับจากการวางขาย Playstation4 ของบริษัท Sony เป็นต้นมา เครื่องเกม Xbox One ที่ถูกผลักดันออกมาให้รุ่นเดียวกันถือว่าพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง จนต้องออกมายอมรับความพ่ายแพ้ในปี 2019 กับยอดขาย 41 ล้านเครื่อง ในขณะที่ Playstation4 มียอดขายถึง 91 ล้านเครื่องในขณะนั้น
แน่นอนว่าถ้าคิดตะลุยตลาดเกมกันต่อการนิ่งนอนใจย่อมไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะเมื่อทาง Sony ขยันปั้นแฟรนไชส์เกมลงเครื่องให้เป็น Exclusive on playstation มากมาย ทั้ง God of war, Last of us, Demon soul ฯลฯ นั่นทำให้ Microsoft เริ่มตระหนักว่า พวกเขาขาดเกมฟอร์มยักษ์ที่ใช้ในการดึงดูดผู้เล่น
ในช่วงหลัง Microsoft จึงเริ่มกว้านซื้อสตูดิโอผลิตเกมจำนวนมากเข้ามาในสังกัด เช่น Obsidian Entertainment จากผลงาน Fallout New Vegas, South Park: The Stick of Truth และ The Outer World ล้วนได้รับเสียงวิจารณ์เชิงบวก, Bethesda เจ้าของแฟรนไชส์ดังทั้ง Fallout, DOOM และ The Elder Scrolls ด้วยมูลค่า 8,100 ล้านเหรียญ รวมถึง Mojang ผู้ผลิตเกมฮิตถล่มทลายทั่วบ้านทั่วเมือง Minecraft ในราคา 2,500 ล้านเหรียญ
เห็นได้ชัดว่าทาง Microsoft ทยอยซื้อบริษัทผู้ผลิตเกมเจ้าดังมาตลอด การเคลื่อนไหวที่ทุกคนคิดว่าถือเป็นก้าวใหญ่คือเมื่อปีที่แล้วจากการซื้อ Bethesda เพราะทุกคนล้วนได้ยินและคุ้นชื่อเกมจากบริษัทนี้มายาวนาน ใครเล่าจะคาดคิดว่าทั้งหมดที่ทำในวันนั้นจะยังเล็กน้อย เมื่อเทียบกับก้าวใหญ่ในการซื้อ Activision Blizzard ผลักดันให้ Microsoft กลายเป็นบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ในพริบตา
ผู้ยิ้มไม่ออกจากการซื้อของบริษัทนี้ไม่ใช่บรรดาเกมเมอร์ที่จะยังไม่ได้รับผลในเร็ววัน แต่เป็นสารพัดบริษัทคู่แข่งที่พากันหนาวๆ ร้อนๆ เป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับ Sony เจ้าของเครื่องคอนโซล Playstation ที่เป็นคู่แข่งรายสำคัญและเอาชนะ Xbox มาเกือบตลอด ที่ต้องกลายเป็นฝ่ายเหงื่อตกหากอีกฝ่ายนำกลยุทธ์ Exclusive มาใช้งานแบบที่ตัวเองเคยทำ
แนวโน้มความเป็นไปได้แม้ในปัจจุบันทางฝั่ง Call of duty จะได้รับการยืนยันจาก Phil Spencer หัวหน้าทีมพัฒนา Xbox ว่าจะไม่มีการผูกขาด แต่แฟรนไชส์อื่นอาจไม่เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะเกมจากค่าย Bethesda จะลงแค่ใน Xbox Game pass เท่านั้น จึงเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับทาง Sony ว่า พวกเขาจะถูกผูกขาดเกมเหล่านี้ไปหรือไม่
ความสั่นคลอนนี้เห็นได้ชัดจากหุ้นของ Sony ตกลง 9.8% หลังเปิดตลาด อีกทั้งในปัจจุบันปัญหาที่ทาง Sony ยังคงแก้ไม่ตกคือเครื่อง Playstation5 ยังคงขาดตลาดจากการขาดแคลนชิป จนทางบริษัทต้องกลับมาเปิดไลน์การผลิต Playstation4 ทดแทน ซึ่งทางผู้เขียนคิดว่าการทำเช่นนี้ไม่น่าช่วยเรื่องการขาดตลาดแต่อย่างใด