เดิมบริษัทนี้ชื่อ Blizzard Entertainment เคยเข็นเกมชื่อดังออกมามากมายทั้ง Warcraft, Starcraft, World of warcraft, Diablo จนถึง Overwatch ล้วนกลายเป็นเกมขึ้นหิ้งของใครหลายคน
ถามว่าดีลนี้มีมูลค่ามากขนาดไหน? หากให้เทียบใกล้เคียงที่สุดในกรณีใกล้เคียงกันคือทาง Disney เจ้าของอุตสาหกรรมบันเทิงรายใหญ่ ที่เข้าซื้อค่ายบริษัทผลิตสื่อรายใหญ่ 20th Century Fox ด้วยมูลค่าราว 7.14 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2.35 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าเป็นมูลค่าต่างกันไม่มาก
เช่นเดียวกับ World of warcraft ที่แม้ความนิยมจะยังถล่มทลายครองบัลลังก์แชมป์อยู่จนทุกวันนี้ จำนวนผู้เล่นกลับน้อยลงเรื่อยๆ โดยยอดผู้เล่นในช่วงไตรมาสแรกปี 2021 มีอยู่ 27 ล้านคน ในขณะที่ช่วงปี 2018 เคยมีผู้เล่นรายเดือนมากถึง 38 ล้านรายเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งมาจากเกมคู่แข่งอย่าง Final fantasy XIV เริ่มเติบโต แต่ต้องยอมรับว่าเกมนี้ก็เข้าสู่ช่วงถดถอยแล้วจริงๆ
ในส่วนพัฒนาเกมมีปัญหาพนักงานในบริษัทเองก็เป็นประเด็นไม่แพ้กัน จากการฟ้องร้องของ Department of Fair Employment and Housing(DFEH) ด้วยประเด็นการกดขี่รวมถึงล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นภายในองค์กร โดยมีการคุกคามทางด้านเพศหลายรูปแบบ ผู้หญิงได้รับเงินเดือนไม่เป็นธรรมและมีโอกาสก้าวหน้าทางตำแหน่งน้อยกว่า จนถึงการเล็งเล่นงานคนที่ร้องเรียนปัญหาเหล่านี้ให้โดนเลิกจ้าง ถึงขั้นเคยมีพนักงานฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถทนรับแรงกดดันได้
สิ่งนี้กลายเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ทำให้ชื่อเสียงของบริษัทจมดิ่ง จนทาง J. Allen Brack ประธานบริษัท Blizzard Entertainment ต้องขอรับผิดชอบด้วยการลาออก รวมถึงการปลดพนักงานเป็นจำนวนมากที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้ง Louis Barriga ผู้กำกับ Diablo IV, Jesse McCree หัวหน้าทีมออกแบบฉาก และ Jonathan LeCraft นักออกแบบ World of Warcraft ต้องออกจากบริษัท รวมถึงพนักงานอีกจำนวนมากที่ทยอยลาออกไปตามกัน
วิบากกรรมยังไม่หมดเมื่อภาพลักษณ์บริษัทเสียหายหลายบริษัทจึงยุติให้การสนับสนุน โดยเฉพาะในแวดวง E-sports ของทางค่าย Call of duty League ถูกทาง T-mobile บริษัทโทรคมนาคมใหญ่ของสหรัฐฯถอนการสนับสนุนไปพร้อมกับ Overwatch League ไม่ต่างจากทาง Coca-Cola และ State Farm อีกสองบริษัทยักษ์ทยอยถอนตัวไปตามกัน