สิ่งพิสูจน์แนวคิดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 66 ล้านปีก่อน ช่วงเวลายุคครีเทเชียส ในตอนที่โลกยังถูกปกครองด้วยไดโนเสาร์ อุกกาบาตพุ่งลงมาจากฟากฟ้าปะทะเข้ากับพื้นที่ อ่าวเม็กซิโก ในปัจจุบันรอยหลุมอุกกาบาตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังอยู่ โดยมีปากหลุมกว้างกว่า 200 กิโลเมตร และลึกลงไปถึง 20 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ขยับขึ้นมาหน่อยในสมัยอารยธรรมของมนุษย์ เหตุการณ์อุกกาบาตถล่มเองก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อ 3,600 ปีที่แล้ว ในโบราณสถานเมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัม ประเทศจอร์แดน หรือที่รู้จักกันในคัมภีร์ไบเบิลคือ เมืองโซดอม แท้จริงอาจถูกอุกกาบาตถล่มใส่ด้วยความเร็ว 61,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเกิดการระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าในระดับสูง 4 กิโลเมตรจากพื้นดิน
ความรุนแรงของการระเบิดมากกว่านิวเคลียร์จากฮิโรชิม่ากว่า 1,000 เท่า สร้างอุณหภูมิมากกว่า 2,000 องศาเซลเซียส คลื่นกระแทกทำให้เกิดกระแสลม 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ชาวเมืองกว่า 8,000 ชีวิตถึงแก่ความตาย พื้นที่ในรัศมีกว่า 22 กิโลเมตรล่มสลาย ถูกทำลายอย่างราบคาบจนกลายเป็นแดนร้างในพริบตา
ถัดจากนั้นไปอีกหน่อยคือวันที่ 30 มิถุนายน 1908 พื้นที่แถบแม่น้ำพอดกาเมนนายา ทังกัสกา ประเทศรัสเซีย แสงจากการระเบิดแผ่ขยายจนสามารถเห็นได้จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระเบิดพื้นที่ 10 กิโลเมตรของป่าจนราบคาบ สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างในรัศมีกว่า 70 กิโลเมตร แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจในพื้นที่ กระทั่งในปี 1955 จึงมีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบสะเก็ดอุกกาบาตที่ตกอยู่ และคาดว่ามันเคยมีอุณหภูมิสูงถึง 17 ล้านองศาเซลเซียสเลยทีเดียว
ล่าสุดในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2013 ดาวเคราะห์น้อย 2012 AD14 มีขนาดประมาร 17 เมตร และน้ำหนักกว่า 9,000 ตัน ที่เล็ดรอดการตรวจจับเข้าเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ จนเกิดการระเบิดขึ้นในระดับความสูง 30 – 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหนือพื้นที่เมืองเชเลียบินสค์ ของรัสเซีย ด้วยความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นอี 500 กิโลตัน
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,200 คน ส่วนมากเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกเศษกระจกบาด ผลจากคลื่นกระแทกหลังการระเบิดเหนือน่านฟ้า สร้างความเสียหายต่ออาคาร 3,000 แห่ง เป็นพื้นที่วงกว้างถึง 6 เมือง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในรัสเซียและคาซัคสถานเลยทีเดียว
ทางรอดของมนุษยชาติที่ในภาพยนตร์ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว
ได้เห็นกันไปแล้วว่าแม้จะยากแต่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นจริง ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พากันหาวิธีตรวจสอบดาวเคราะห์น้อยที่มีแนวโน้มเป็นอุกกาบาตตกลงมาบนโลก เพื่อเตือนภัยเฝ้าระวังแก่ทั่วทั้งโลกไม่ให้เกิดเรื่องร้ายแรงดังในอดีต รวมถึงคิดค้นวิธีป้องกันในกรณีอุกกาบาตเข้ามาซ้อนทับวงโคจรและจะตกลงมาบนโลกจริงๆ
ในเดือนพฤศจิกายน 2021 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ(นาซา) ได้ปล่อยยานอวกาศที่ถูกใช้งานเพื่อป้องกันอุกกาบาตพุ่งชนโลกในภารกิจ Double Asteroid Redirection Test (DART) อาศัยการพุ่งชนเพื่อเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์น้อย ไดมอร์ฟอส โดยการส่งยานอวกาศพุ่งชนใส่อุกกาบาตนี้ถูกเรียกว่า Kinetic impact
แน่นอนเทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นทดสอบที่ต้องตรวจสอบผลลัพธ์กันต่อไป แต่นั่นช่วยให้เรามีความหวังว่าเมื่อมหันตภัยที่เคยคร่าชีวิตของไดโนเสาร์จนสูญสิ้น หรือเหตุการณ์ร้ายแรงแบบที่เคยเกิดในหน้าประวัติศาสตร์ขึ้นอีกครั้ง เราจะไม่ต้องพบความสูญเสียและการทำลายล้างแบบในอดีต
อีกวิธีที่ได้รับการพูดถึงไม่แพ้กันสำหรับคอหนังคงรู้จักกันดี นั่นคือการทำตามหนัง Armageddon(1998) หรือการใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อทำลายอุกกาบาตก่อนพุ่งชนโลก การประเมินด้วยแบบจำลองบอกว่านี่อาจเป็นวิธีการที่สามารถเกิดขึ้นจริง แต่ควรถูกจัดเป็นหนทางสุดท้ายสำหรับแก้ปัญหาเมื่อไม่เหลือทางอื่น รวมถึงอุกกาบาตลูกนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป
การกระทำนี้แม้ช่วยแก้ปัญหาได้จริงแต่ค่อนข้างเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องทำลายให้อุกกาบาตแตกละเอียด อีกทั้งยังสามารถทำได้กับดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 100 เมตรเท่านั้น เพราะสะเก็ดชิ้นส่วนจากการระเบิดจะยังคงพุ่งลงมาและสร้างความเสียหายให้แก่ผิวโลกได้เช่นเดิม
ดังนั้นจากข้อสรุปการใช้ Kinetic impact ในการเบี่ยงวิถีอุกกาบาตออกไปจากโลกจึงน่าจะเป็นทางที่เหมาะสมกว่า
ที่ผ่านมามีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จำนวนมากที่ถูกค้นพบและประเมินว่าอาจพุ่งชนโลก เช่น อะโพฟิส หรือ 2002 NT7 แต่ทั้งหมดล้วนเฉียดผ่านโลกไปโดยปลอดภัย ดังนั้นเราจึงสามารถวางใจได้ว่าถ้าเกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งชนโลกแบบในหนัง นักวิทยาศาสตร์ย่อมต้องรู้ตัวและหาทางป้องกันล่วงหน้า และจะไม่ถูกละเลยแบบใน Don’t look up อย่างแน่นอน
--------------------
ที่มา