เมื่อโลกพัฒนานวัตกรรมเพื่อการตายจากโลกนี้ไปอย่างสงบ ความเป็นไปได้ของการ “การุณยฆาต” ในไทยพัฒนาไปมากแค่ไหน? เมื่อไหร่ที่ความตายเป็นเรื่องที่เราเลือกเองได้?

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

          ช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา ข่าวหนึ่งที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับคนทั่วโลกเมื่อบริษัท  Exit International ได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีชื่อว่า “ซาร์โก (Sarco)” ซึ่งเป็นแคปซูลขนาดใหญ่โดยมีจุดประสงค์เพื่อการุณยฆาต หรือจบชีวิตโดยไม่เจ็บทรมาน ซึ่งเจ้าแคปซูลตัวดังกล่าว ได้ผ่านการรับรองทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังไม่วายมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่านวัตกรรมนี้มีความเหมาะสมกับความเป็นมนุษย์หรือไม่?

ผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดของโรคต่างๆในระยะสุดท้าย จากความทรมานของผู้ป่วย สู่ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม
          เราเองคงเคยพบเห็นผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดของโรคต่างๆในระยะสุดท้ายอยู่ไม่น้อย ที่แม้แต่การรักษาทางการแพทย์ก็ไม่ช่วยทุเลาอาการลงได้ ความตายอาจถือเป็นสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้พวกเขาหายจากความเจ็บปวดทรมาน การ “การุณยฆาต” จึงถือเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์นี้ที่ได้รับการรับรองจากหลายประเททั่วโลกว่าเป็นหนทางที่คนเราสามารถเลือกจากโลกนี้ไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเผชิญกับความทรมาน

 

          เมื่อพูดถึงการ “การุณยฆาต” หลายคนอาจนึกถึงภาพหมอที่ต้องจบชีวิตคนไข้ลงด้วยการฉีดยาหรือสารต่างๆให้คนไข้หลับไปตลอดกาล จริงๆแล้วความเข้าใจดังกล่าวถือได้ว่าไม่ผิด โดยกระบวนการนี้มีชื่อเรียกของมันว่า ‘การุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia)’ เพื่อเร่งให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย เหมือนกับการประหารชีวิตนักโทษ

 

          แต่การการุณยฆาตที่มาจากความต้องการโดยตรงของผู้ป่วยเองก็มีเช่นกัน วิธีการนี้จะเรียกว่า ‘การุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia)’ ซึ่งเป็นวิธีตัดการรักษาของผู้ป่วยที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและเป็นวิธีที่ปฏิบัติกันในสถานพยาบาลหลายแห่งทั่วทั้งโลก

ซาร์โก (Sarco) สามารถเคลื่อนย้ายไปสถานที่ใดก็ได้           ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลพอสมควร การการุณยฆาตไม่ได้มีเพียงแค่การฉีดยาให้ผู้ป่วยหลับไป หรือถอดเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น แต่ยังมีแคปซูลขนาดใหญ่ที่ถูกผลิตมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจากโลกนี้ไปโดยไม่ต้องใช้สารฉีดเข้าร่างกาย ซึ่งการทำงานของเจ้าแคปซูลนี้ จะเริ่มปล่อยแก๊สไนโตรเจนออกมาเมื่อผู้ป่วยกดปุ่มให้เครื่องเริ่มทำงาน ในระยะเวลา 30 วินาที ระดับออกซิเจนในเครื่องจะลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียง 1% เท่านั้น และผู้ป่วยจะเสียชีวิตหลังจากนั้นในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที จากการขาดออกซิเจน ซึ่งความพิเศษคือไม่ก่อให้เกิดการสำลัก ไม่ทำให้เกิดความวิตกกังวล แถมเจ้าแคปซูลซาร์โกนี้ยังสามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ที่ไหนก็ได้ เพื่อให้วาระสุดท้ายในชีวิตของผู้ป่วยได้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตนเองต้องการที่สุดในชีวิต

ดร.นิทสช์เก (Philip Nitschke)

          เท่านั้นยังไม่พอ เพราะล่าสุดนี้ ดร.นิทสช์เก (Philip Nitschke)  ผู้ผลิตและคิดค้นแคปซูลฆ่าตัวตาย ก็เปิดเผยอีกว่าเขากำลังวางแผนเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ตัวใหม่ ที่จะฝังเข้าไปในร่างกายคนและตั้งเวลาฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้าได้! โดยจุดประสงค์หลักเพื่อนำไปใช้กับผู้ที่มีภาวะทางสมอง เช่น สมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์

 

          อุปกรณ์ที่จะถูกพัฒนาขึ้นชิ้นนี้จะทำให้เจ้าของร่างกายเป็นผู้ตัดสินและรับผิดชอบความตายด้วยตัวเอง เมื่อไม่ต้องการอยู่ต่อในสภาพนอนเป็นผัก (The vegetative state) เจ้าของร่างกายก็สามารถจบชีวิตตัวเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตหรืออ้อนวอนใครให้การุณยฆาตให้

เงื่อนไขทางสังคม ศีลธรรม และ ศาสนา อำนาจชี้เป็นชี้ตาย ใครตัดสินใจ?
          การจัดการชีวิตผู้ป่วยที่หมดทางเยียวยาให้ได้รับคุณภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ล้วนมีความคิดเห็นจากหลายแง่มุมทั้งทางการแพทย์ สังคม ศาสนา และความชอบธรรมทางกฎหมาย ซึ่งในหลายแง่มุมที่ว่ามานี้ล้วนมีเหตุผลที่ล้วนยอมรับได้ทั้งสิ้น การ“การุณยฆาต” ยังถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่และยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยมากพอสมควร เมื่อเทียบกับบางประเทศในฝั่งตะวันตก 

 

          เนเธอร์แลนด์ถือได้ว่าเป็นประเทศแรกในโลกที่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งหลังผ่านร่างกฎหมายแล้ว ในแต่ละปีมีผู้เลือกที่จะจบชีวิตด้วยการทำการุณยฆาตนับหมื่นคน แต่ในอีกหลายประเทศกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้คนยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก
Dignitas Suicide Clinic ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
          ในส่วนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือได้ว่าเป็นประเทศที่ผู้ป่วยจากต่างประเทศสามารถเดินทางไปเข้ารับการทำกรุณยฆาตได้ เนื่องจากมีกฎหมายอนุญาตให้ผู้ป่วยยุติชีวิต ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2485 และยังมีสถาบันเกี่ยวกับการยุติการรักษาสำหรับผู้ป่วยต่างชาติที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก คือ Dignitas Suicide Clinic ซึ่งบุคคลสำคัญหลายคน เลือกมาจบวาระสุดท้ายของชีวิตที่สถาบันแห่งนี้

 

          แม้ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับการทำการุณยฆาตแบบ passive มากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วย แต่ในสังคมไทยอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจร่วมกันอีกพอสมควร อันเนื่องมาจากความเชื่อที่ฝังรากลึกมาแต่ช้านาน สภาพและบริบททางสังคม 

 

          หากแพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบอาจมีโทษทางอาญา หรือขัดต่อหลักจริยธรรมได้ ในทางกลับกันหากแพทย์พยายามช่วยในทุกวิถีทาง จะตกเป็นข้อถกเถียงว่าละเมิดสิทธิของผู้ป่วยที่ต้องการจากไปอย่างสงบหรือไม่ รวมถึงค่ารักษาต่างๆก็อาจบานปลาย กลายเป็นปัญหาแก่ญาติที่ต้องแบกรับภาระ โดยที่รู้ทั้งรู้ว่ารักษาอย่างไรผู้ป่วยก็ไม่สามารถกลับมาสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นได้

 

          หากถามว่าเป็นไปได้ไหมที่ไทยจะมีการนำกฎหมายแบบนี้เข้าพิจารณาแล้วตราออกมาเป็นพระราชบัญญัติการุณยฆาตคำตอบคือ อาจเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากสภาพสังคมไทยที่ยังมีความเป็นจารีตนิยม ศาสนา ที่ยังทรงอิทธิพลต่อจิตใจของประชาชนอย่างมาก และอาจเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่แทบไม่มีใครกล้าแตะต้องเลย

 

ประเทศไหนบ้างที่มีกฎหมายรองรับการทำการุณยฆาต?
          ปัจจุบันทั่วโลกมีเพียง 12 ประเทศที่มีกฎหมายรองรับการทำการุณยฆาต ได้แก่ เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, แคนาดา, โคลัมเบีย, สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และอินเดีย

--------------------

ข้อมูลอ้างอิง: