โควิด ไม่ใช่แค่มีส่วนทำให้ชาวอเมริกันรู้จักเอฟวันมากขึ้น แต่ ยูเอส กรังด์ปรีซ์ 2020 ที่ต้องยกเลิกเพราะการระบาด ทำให้แฟน ๆ ที่เพิ่งค้นพบเสน่ห์ในกีฬาชนิดนี้ ตื่นตัวมากขึ้นสำหรับฤดูกาลถัดมา
เมื่อ ยูเอส กรังด์ปรีซ์ ได้กลับมาจัดอีกครั้งในปีนี้ บรรยากาศจึงคึกคักเป็นพิเศษ
นอกจากคอนเสิร์ตในทั้งสามวันที่ ได้วงดังต่างยุค Twenty One Pilots, บิลลี โจล และ Kool & The Gang มาขึ้นเวที ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ แชคิล โอนีล มาเป็นดีเจ รวมถึงอีเวนท์ต่าง ๆ ในรูปแบบของเทศกาลให้ชาวอเมริกันได้ปลดปล่อยเต็มที่
คำถามที่ตามมา คือทำไม ซีรีส์นี้ถึงมีอิทธิพลต่อคนอเมริกันขนาดนี้?
โลกใหม่ที่ไม่ได้มีแค่แฮมิลตัน
บ็อบบี เอปสไตน์ ซีอีโอของ COTA ออร์แกไนเซอร์และผู้จัดจำหน่ายตั๋วการแข่ง ยกเครดิตทั้งหมดให้กับ Netflix ในฐานะผู้จุดประกายให้ชาวอเมริกันหันมาสนใจฟอร์มูลาวันอีกครั้ง
เอปสไตน์ อธิบายว่าในภาพเดิม ๆ แฟนกีฬาแทบไม่ได้เห็นหน้าหรือรู้จักบุคลิกของนักแข่งแต่ละคนเลย
ภาพจำเก่า ๆ คือคนในชุดนักแข่งสวมหมวกมิดชิด นั่งขดตัวในค็อกพิตเพื่อลงแข่งขัน
"คนดูเขาไม่อินกับเหล็ก คาร์บอนไฟเบอร์ หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ อะไรหรอก สิ่งที่จะทำให้เขารู้สึกมีอารมณ์ร่วมด้วย คือความเป็นมนุษย์และบุคลิกของคนเหล่านั้น"
และ Drive to Survive ก็ทำสำเร็จในการนำเสนออีกด้านของเหรียญที่คนเหล่านั้นไม่เคยเห็น
แม้แต่ เจเจ วัตต์ ดีเฟนซีฟเอนด์ของ แอริโซนา คาร์ดินัลส์ ยังทวีตถึงซีรีส์ชุดนี้ ว่าช่วยเปิดโลกใหม่ให้รู้จักว่าฟอร์มูลาวัน ไม่ได้มีแค่ ลิวอิส แฮมิลตัน
รวมถึงดรามาระหว่าง คริสเตียน ฮอร์เนอร์ เจ้าของทีมเรดบูลล์ กับ โทโท โวล์ฟ ของ เมอร์เซเดส ฯลฯ ที่ทำให้โลกของ เอฟวัน มีมากกว่าแค่การแข่งขันหารถที่เร็วที่สุดในสนาม
จุดประกายสู่การนำเสนอรูปแบบใหม่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ESPN เปรียบเทียบตัวเลขผู้ชมการถ่ายทอดสดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และพบว่ามีค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เริ่มจากปี 2017 ที่ซีรีส์นี้ยังไม่ออกฉาย ในแต่ละสนาม จะมีค่าเฉลี่ยผู้ชมการถ่ายทอดสดที่ 538,000 คน ขณะที่ในปี 2018 ซึ่งเป็นปีแรกที่สารคดีซีซันแรกออกฉาย ตัวเลขยังไม่ห่างกันนัก คือ 554,000 คน
แต่เมื่อซีรีส์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ตัวเลขผู้ชมก็เพิ่มเป็น 671,000 คนในปี 2019 หรือเพิ่มจากปีก่อนถึง 21%
ขณะที่ในปีล่าสุด (2021) ค่าเฉลี่ยผู้ชมต่อสนามก็เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 51%
ความสำเร็จของ Drive to Survive ยังทำให้ซีรีส์มอเตอร์สปอร์ตอื่น ๆ เห็นโอกาสทางธุรกิจเช่นกัน
ในปี 2022 ทั้ง นาสคาร์ และ อินดีคาร์ ก็จะมีสารคดีในลักษณะ behind-the-scene ออกฉายบน Netflix เช่นกัน นอกเหนือไปจาก The Crew ที่มีลักษณะเป็นซิตคอม ล้อเลียนเรื่องในวงการ
แดนนี แฮมลิน เจ้าของทีมและนักแข่งนาสคาร์ ยอมรับว่า Drive to Survive มีส่วนกระตุ้นให้เขาหันมาดูฟอร์มูลาวันในฤดูกาลล่าสุด ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เขาเคยดูมาทั้งชีวิตก็ว่าได้
เจ้าตัวให้ทรรศนะว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ Drive to Survive และฟอร์มูลาวัน ได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมา คือการดึงความเป็นเรียลลิตีโชว์ และดรามาขึ้นมาเป็นจุดเด่น ขณะที่การแข่งขันนั้นถูกวางไว้เป็นแบ็คกราวด์ ทำให้สามารถจับใจคนหมู่มากได้
พร้อมตั้งความหวังว่าสารคดีของนาสคาร์ ที่จะออกฉายในปีหน้า จะสามารถจับแฟนกลุ่มแมสได้เช่นเดียวกัน
ไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบ
ขณะที่ แดเนียล ริคคิอาร์โด ของแม็คลาเรน เห็นด้วยว่าความนิยมที่โตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากสารคดีชุดนี้
แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในวงการฟอร์มูลาวัน จะเห็นดีเห็นงามไปด้วยทุกคน
แลนโด นอร์ริส เพื่อนร่วมทีมของ ริคคิอาร์โด สารภาพว่าเขาไม่เคยดูซีรีส์จนจบแม้แต่ตอนเดียว แต่ก็ดีใจที่มันช่วยจุดกระแสความนิยมของกีฬาชนิดนี้ในสหรัฐฯได้
ขณะที่แชมป์โลกคนปัจจุบัน มักซ์ แวร์สแตพเพน กลับไม่คิดแบบนั้น
แวร์สแตพเพน เห็นว่าสไตล์การเล่าเรื่องของ Drive to Survive จงใจขายความเป็นดรามามากเกินไป
โดยเฉพาะการที่ทีมผู้ผลิตมักเลือกตัดคลิปเสียงมาใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งให้เกิด โดยไม่คำนึงถึงบริบทในสถานการณ์จริง ซึ่ง แวร์สแตพเพน ก็ปฏิเสธการมีส่วนร่วมถ่ายทำสำหรับซีซัน 4 ไปแล้ว
แม้แชมป์โลกคนปัจจุบันจะไม่สนุกไปด้วย แต่เมื่อคนอื่น ๆ ในวงการมองว่าซีรีส์ให้ผลดีมากกว่าเสีย
โปรเจกต์นี้จึงได้เดินหน้าต่ออย่างน้อยอีกหนึ่งฤดูกาล ซึ่งคงต้องรอดูว่า Drive to Survive จะยืนระยะ และส่งผลต่อภาพรวมของวงการฟอร์มูลาวันได้อีกนานแค่ไหน
ตรงนี้ก็ขึ้นกับตัวมาตรฐานการแข่งด้วย ว่าเมื่อซีรีส์ช่วยกวาดต้อนผู้ชมมาให้แล้ว การแข่งในสนามจะรั้งคนเหล่านี้ให้อยู่ต่อได้มากน้อยแค่ไหน
"สิ่งที่เราพยายามทำคือผสมผสานการแข่งและความบันเทิงในแบบที่ผู้คนอยากมีส่วนร่วมไว้ให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ฟอร์มูลาวันควรจะเป็น ในฐานะกีฬาที่เติบโตและขยายตัวออกไป" เอปสไตน์ สรุป
--------------------
SOURCE