คริสต์มาสนี้ สเตเปิลส์ เซนเตอร์ สังเวียนเหย้าของ แอลเอ เลเกอร์ส ที่เราคุ้นเคย จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น คริปโตดอทคอม อารีนา แล้ว มาย้อนไปดูประวัติของสนามแห่งนี้ และทำความรู้จักสปอนเซอร์รายใหม่กัน

Highlights

  • จากดีลการพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ที่เกือบล่มกลางคัน สเตเปิลส์ เซนเตอร์ กลายเป็นแม่แบบการพัฒนาเมือง ที่นำร่องโดยธุรกิจบันเทิงและกีฬา ซึ่งทั่วโลกนำไปต่อยอดอีกมากมาย
  • อีกไม่ช้า จะเป็นครั้งแรกที่ สเตเปิลส์ เซนเตอร์ เปลี่ยนชื่อสนามตามสปอนเซอร์รายใหม่ นับแต่เปิดใช้งานเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี 1999
  • แม้จะเป็นดีลมหาศาลมูลค่าถึง 700 ล้านดอลลาร์ แต่ คริส มาร์สซาเล็กซ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Crypto.com ก็มั่นใจว่านี่คือการลงทุนอันคุ้มค่าที่จะช่วยให้ผู้คนรู้จักโลกคริปโตฯ และคุ้นเคยกับบริษัทเอกซ์เชนจ์ของตน

--------------------

          นับจากยุคบูมของวงการไอทีและดอทคอม เมื่อสองทศวรรษก่อน

 

          เทรนด์หนึ่งในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของบริษัทเหล่านี้ คือการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับสนามกีฬาของทีมดัง ๆ

 

          อาทิ พีเอสไอเนท สเตเดียม ของ บัลติมอร์ เรฟเวนส์ (ปัจจุบัน คือ เอ็มแอนด์ที แบงค์ สเตเดียม)

 

          หรือ เอนรอน ฟิลด์ สนามเหย้าของ ฮุสตัน แอสทรอส ในเมเจอร์ลีกเบสบอล (ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น มินิทเมด สเตเดียม) ฯลฯ

 

          เช่นกัน ในยุคบูมของคริปโตเคอร์เรนซี หนึ่งในสนามกีฬาที่สำคัญที่สุดในวงการอเมริกันเกมส์ อย่าง สเตเปิลส์ เซนเตอร์ ก็กำลังจะเดินตามรอยนี้

 

          ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น คริปโตดอทคอม อารีนา (Crypto.com Arena) ในวันคริสต์มาสที่จะถึง และจะเป็นชื่อที่ถูกใช้ต่อเนื่องไปตลอดอีก 20 ปีข้างหน้าด้วย

 

          เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ดีลนี้มีความหมายเป็นพิเศษ คือจะเป็นครั้งแรกที่สนามแห่งนี้มีการเปลี่ยนชื่อ นับแต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานในตอนปลายทศวรรษที่ 90

 

          และถูกเรียกว่า สเตเปิลส์ เซนเตอร์ ตามชื่อของผู้ค้าปลีกอุปกรณ์สำนักงานยักษ์ใหญ่มาโดยตลอด

          และความสำคัญของ สเตเปิลส์ เซนเตอร์ คือการเป็นดีลสำคัญที่เป็นแม่แบบความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับสภาเมือง จนเกิดบิ๊กดีลในลักษณะคล้าย ๆ กัน อย่าง โฮม ดีโปต์ เซนเอร์ ในคาร์สัน หรือ แอลเอ ไลฟ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพลกซ์ ในเวลาต่อมา

 

จากดีลที่เกือบล้ม สู่แม่แบบธุรกิจอสังหาฯยุคใหม่
(สเตเปิลส์ เซนเตอร์ คือแม่แบบการพัฒนาเมืองโดยใช้ธุรกิจบันเทิงนำทาง / ภาพจาก LA Kings Insider)

          ย้อนกลับไปในฤดูร้อนปี 1996 เมื่อ เอ็ดเวิร์ด รอสกี จูเนียร์ และ ฟิลลิป อันสชูทซ์ ร่วมทุนกันซื้อ ลอสแองเจลีส คิงส์ ในลีกฮอกกี้น้ำแข็ง NHL มาเป็นกรรมสิทธิ์

 

          ทั้งคู่ต้องการหาสนามเหย้าแห่งใหม่ให้กับทีมในย่านดาวน์ทาวน์ของลอสแองเจลีส แทน เดอะฟอรัม ในอิงเกิลวูด

 

          ในตอนแรก ไอเดียนี้ได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก ริชาร์ด ริออร์แดน นายกเทศมนตรีในเวลานั้น รวมถึง จอห์น เฟร์ราโน ประธานสภาเมือง เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการพัฒนาย่านดังกล่าวให้เจริญขึ้น และดึงประชากรให้ย้ายมาอาศัยในย่านนี้มากขึ้น

 

          แต่ข้อเสนอขอให้เมืองช่วยลงทุน 70 ล้านดอลลาร์ โดยไม่การันตีค่าตอบแทนกลับ ทำให้สมาชิกสภาเมืองหลายรายไม่เห็นด้วย

 

          เมื่อการเจรจายืดเยื้อออกไป ทั้ง รอสกี และ อันสชูทซ์ ซึ่งเริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เตรียมถอนตัว

 

          จนสุดท้าย ฝ่ายสภาเมืองที่ต้องการให้ดีลนี้เกิดขึ้น ต้องพยายามโน้มน้าวทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อสรุปว่า รอสกี และ อันสชูทซ์ ตกลงที่จะการันตีเงินค่าตอบแทนให้กับสภาเมือง ผ่านส่วนแบ่งค่าตั๋วและที่จอดรถ

 

          โครงการสร้าง สเตเปิลส์ เซนเตอร์ ถูกผลักดันให้เป็นความจริงในที่สุด ด้วยเงินลงทุน 375 ล้านดอลลาร์ และเป็นจุดเริ่มต้นให้โครงการอสังหาริมทรัพย์รอบ ๆ เกิดตามมา

 

          ประชากรในย่านดาวน์ทาวน์ เพิ่มจำนวนจาก 18,000 คน เป็น 50,000 คนในเวลาสั้น ๆ เช่นเดียวกับมูลค่าการลงทุนที่ทวีจำนวนมากขึ้นนับร้อยเท่านับจากนั้นเป็นต้นมา

          เดวิด คาร์เตอร์ หนึ่งในผู้บริหารของสถาบันธุรกิจกีฬา USC อธิบายเพิ่มเติมว่าดีลนี้ คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ในอีกหลายแห่งของโลก โดยเริ่มต้นจากการใช้ความบันเทิง เพื่อให้ธุรกิจอื่น ๆ เกิดตามมา

 

สังเวียนระดับตำนาน
(สนามเหย้าของ เลเกอร์ส และพื้นที่จัดอีเวนท์ซี่งมียอดผู้เข้าร่วมปีละกว่า 4 ล้านคน / ภาพจาก Getty Images)

          เราอาจคุ้นเคยว่า สเตเปิลส์ เซนเตอร์ คือสนามเหย้าของ แอลเอ เลเกอร์ส ในยุคเฟื่องฟูสุดขีด ที่มีผู้เล่นระดับตำนานอย่าง โคบี ไบรอันท์, แชคิล โอนีล และปัจจุบันกับ เลอบรอน เจมส์

 

          แต่ที่จริงแล้ว ที่นี่ยังเป็นสนามที่ เลเกอร์ส ใช้ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่าง คลิปเปอร์ส และ สปาร์คส์ ในลีกบาสเกตบอลหญิง WNBA รวมถึง ลอสแองเจลีส คิงส์ ของ รอสกี และ อันสชูทซ์ ด้วย

 

          นอกจากบาสเกตบอลและฮอกกี้น้ำแข็งแล้ว ที่นี่ยังเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดอีเวนท์กีฬาอื่น ๆ ได้อีกหลายรูปแบบ

 

          อาทิ การแข่งฟิกเกอร์สเก็ตชิงแชมป์แห่งชาติของสหรัฐฯ รวมถึงชิงแชมป์โลก ศึกออลสตาร์เกม ทั้งของ NHL และ NBA หรือทัวร์นาเมนต์ Summer X Games รวมถึงศึก UFC และมวยปล้ำ WWE

 

          และจะเป็นสนามแข่งขันบาสเกตบอล ทั้งประเภทชายและหญิงในโอลิมปิก 2028 ด้วย

 

          ที่นี่ยังถูกเลือกให้จัดงานแจกรางวัลทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แกรมมี อวอร์ดส์ มาตลอดตั้งแต่ปี 2000 รวมถึงอีเวนท์ต่าง ๆ มากกว่า 250 รายการในแต่ละปี และมีคนมาเยี่ยมชมเกือบ 4 ล้านคน

 

          และนี่จะเป็นครั้งแรกนับแต่เปิดใช้งานในปี 1999 ที่ชื่อสนามจะถูกเปลี่ยนตามสปอนเซอร์รายใหม่

 

Crypto.com คือใคร?

 

(คริส มาร์สซาเล็กซ์ ผู้ก่อตั้ง Crypto.com / ภาพจาก Coindesk)

          ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว Crypto.com ยังเป็นเพียงแค่ชื่อบล็อกส่วนตัวของศาสตราจารย์รายหนึ่งที่มหาวิทยาชัยเพนซิลเวเนียเท่านั้น

 

          ขณะที่บริษัทแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัลจากสิงคโปร์ซึ่งอยู่เบื้องหลังดีลนี้นั้น ก่อตั้งขึ้นโดย คริส มาร์สซาเล็กซ์ เมื่อปี 2016 ในชื่อว่า Monaco

 

          ธุรกิจเอกซ์เชนจ์ของ Monaco นั้นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งในช่วงกลางปี 2018 มาร์สซาเล็กซ์ ก็ตัดสินใจที่จะรีแบรนด์บริษัท

 

          และติดต่อขอซื้อชื่อ Crypto.com ซึ่งสื่อความหมายถึงธุรกิจของบริษัทได้ดีกว่า จากศาสตราจารย์ แมตต์ เบลซ ผู้เป็นเจ้าของบล็อก และ URL นั้น

 

          แม้ดีลนี้จะไม่มีการเปิดเผยว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ แต่แหล่งข่าวเชื่อว่า ศาสตราจารย์ เบลซ น่าจะได้รับค่าตอบแทนในเรื่องนี้ระดับหลักล้านดอลลาร์ขึ้นไป

 

          แต่สำหรับ มาร์สซาเล็กซ์ นั่นอาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะป้จจุบัน Crypto.com ถือเป็นเอกซ์เชนจ์ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลก จากข้อมูลที่รวบรวมโดย CoinMarketCap

 

          และดีลกับ สเตเปิลส์ เซนเตอร์ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Crypto.com พยายามสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านวงการกีฬา เพราะก่อนนี้ บริษัทก็รับเป็นสปอนเซอร์ให้กับ UFC, การแข่งฟอร์มูล่าวัน, ลีกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ในอิตาลี รวมถึงสโมสรฟุตบอล ปารีส แซงต์-แชร์กแมงด้วย

 

          มาร์สซาเล็กซ์ อธิบายว่าดีลเหล่านี้ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมั่นใจว่าดีลมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ ที่จะใช้ชื่อ คริปโตดอทคอม อารีนา แทน สเตเปิลส์ เซนเตอร์ ไปตลอด 20 ปีนับจากนี้ จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

 

          เหมือนที่ FTX เอกซ์เชนจ์รายใหญ่ของโลกอีกราย เพิ่งเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ชื่อสนามใหม่ให้ ไมอามี ฮีท เมื่อไม่นานมานี้

 

ดีลใหญ่ไม่ได้จบสวยเสมอไป

          แต่ในประวัติศาสตร์ ก็มีตัวอย่างของดีลใหญ่ที่จบไม่สวยให้เห็นอยู่เป็นระยะ

 

          เช่น เอนรอน บริษัทพลังงานที่ได้สิทธิ์ใช้ชื่อสนามเหย้าของ ฮุสตัน แอสทรอส ในปี 1999 ก็ประสบปัญหาการเงินจนไปไม่รอด และสุดท้ายต้องถอนชื่อออกในอีกสองปีถัดมา

 

          หรือในปี 2000 CMGI ที่ได้เป็นสปอนเซอร์ชื่อสนามเหย้าของ นิวอิงแลนด์ เพเทรียทส์ ที่ฟอกซ์โบโร่ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดอีกราย หลังเหตุการณ์ฟองสบู่ไอทีแตกที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยียุคนั้นหลายรายต้องปิดตัวลง

 

          แม้แต่ Staples บริษัทซึ่งเป็นเจ้าของชื่อสนามเดิม ก็ไม่ต่างกันนัก หลังการเซ็นสัญญากับ AEG บริษัทที่ อันสชูทซ์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อดูแลเรื่องธุรกิจกีฬาและบันเทิง ในปี 1997 อดีตยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกอุปกรณ์สำนักงานก็พ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งใหม่ ๆ จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จนต้องคืนสิทธิ์ในชื่อสนามให้แก่ AEG เมื่อสองปีก่อน

 

          กรณีของ Crypto.com และชื่อใหม่ของสนามแห่งนี้ก็เช่นกัน คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน เหมือนที่สกุลเงินดิจิทัลยังอยู่ในช่วงที่ต้องสร้างการรับรู้ให้คนหมู่มาก จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และใช้งานได้จริง

--------------------

Source: