แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวโปรดักท์ที่สร้างขึ้น เมื่อไม่มีผู้ผลิตรายไหนสนใจจะนำไปใช้
Cervelo ซึ่งได้ชื่อแบรนด์มาจากการผสมคำ cervello (สมองในภาษาอิตาเลียน) และ velo (จักรยานในภาษาฝรั่งเศส) จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1995
พิสูจน์ด้วยผลงาน
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อสหภาพจักรยานนานาชาติ หรือ UCI ปรับเปลี่ยนกฎเรื่องเฟรมจักรยานที่ใช้ในการแข่งขันใหม่
ฟรูเมน และ ไวท์ ก็นำไอเดียของตนไปพัฒนาต่อ จนให้กำเนิด Eyre และ P2 TT ซึ่งต่อยอดมาจาก Baracchi
ไม่ใช่แค่เรื่องเฟรมคาร์บอน แต่ Cervelo ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี อย่าง อุโมงค์ลม การวัดค่าต่าง ๆ ด้วยเซนเซอร์มาใช้
การรับฟังฟีดแบ็กของนักปั่นเพื่อนำมาพัฒนาต่อ ยังเป็นอีกแนวคิดที่ทำให้ Cervelo "ล้ำ" กว่าแบรนด์อื่น ๆ ในยุคนั้น เพราะข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ มีส่วนช่วยให้พัฒนาจักรยานได้ดีขึ้นจริง
ทีมวิศวกรของ Cervelo ถึงขนาดสแกนรูปร่างของ เดฟ ซาบริสกี นักแข่งจักรยานไทม์ไทรอัล เพื่อนำมาสร้างเป็นโมเดลขนาด 1:1 เพื่อนำไปใช้ในการทดสอบจักรยานรุ่นใหม่ ๆ ในอุโมงค์ลม ต่อเนื่องกว่าสิบปี
หรือประสบการณ์ทะเลาะกับ มาร์ค คาเวนดิช นักปั่นชาวสหราชอาณาจักรที่วิจารณ์เฟรมของ Cervelo ตลอดเวลาที่ทำงานร่วมกัน
แต่ สกอตต์ รอย ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมของ Cervelo ยอมรับว่าการที่ คาเวนดิช สามารถอธิบายประสบการณ์ในการขี่ของตัวเองให้เห็นภาพเป็นฉาก ๆ ได้นั้น คือประสบการณ์เหมือนฝันที่เป็นจริง สำหรับทีมวิศวกรของบริษัทเลยทีเดียว
ทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำ
ฟรูเมน เล่าว่าในช่วงแรกนั้น Cervelo ลองผิดลองถูกกับทุกอย่าง ตั้งแต่สัญญากับร้านค้า การสปอนเซอร์ทีมแข่ง หรือแม้แต่เรื่องโปรดักชั่น ไม่ใช่แค่เพราะเขากับ ไวท์ มีประสบการณ์น้อยในการทำธุรกิจ
แต่หลายเรื่อง ก็เป็นการลองทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำ
หนึ่งในนั้น คือการตั้งทีมแข่งในนามบริษัทอย่าง Cervelo TestTeam ซี่งยุคนั้นไม่เคยมีแบรนด์จักรยานไหนเคยทำมาก่อน
เหตุผลจาก ฟรูเมน คือแม้ความร่วมมือกับทีม CSC จะประสบความสำเร็จด้วยดี (ทีมขยับจากอันดับ 14 ขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวแถวของโลก ด้วยผลงานของนักแข่งอย่าง ฟาเบียน กานเซยารา และ การ์ลอส ซาสเตร)
แต่ปัญหาคือ ยิ่งทีมจักรยานผลงานดีเท่าไหร่ โอกาสจะปล่อยตัวนักแข่งมาทดสอบจักรยานให้ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้น
การทดลองตั้ง TestTeam จึงมีขึ้นเพื่อตัดปัญหานี้ แม้สุดท้าย จะมีปัญหาเรื่องการเงิน จนต้องปรับแนวทางไปจับมือกับ Garmin และเปลี่ยนชื่อเป็น Garmin-Cervelo ตอนต้นทศวรรษ 2010 ฟรูเมน ก็ยังเชื่อว่านี่คือประสบการณ์ที่ดีที่ตนกับทีมงานได้เรียนรู้
หนทางใหม่ เมื่อทุกคนเท่าทัน
แม้จะประสบความสำเร็จ แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ก็ถึงเวลาแยกย้าย
ฟรูเมน แยกตัวออกไปก่อน แต่ยังกลับมารับบทบาทที่ปรึกษาให้บริษัทเป็นระยะ
ขณะที่ ไวท์ ตกลงขายบริษัทฯ ให้เครือ Pon Holdings ยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ ที่มีแบรนด์อื่น อย่าง Raleigh, Focus และ Santa Cruz อยู่ในมือ แต่ยังรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรม (ซีไอโอ) ต่อมาอีกหลายปี กระทั่งลาออกในปี 2017
การอำลาบริษัทของสองผู้ก่อตั้งเป็นการจากกันด้วยดี ขณะเดียวกัน ก็เปิดทางให้บริษัทก้าวสู่ยุคใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย
Cervelo ในยุคที่ไร้เงาของสองผู้ก่อตั้ง ยังไม่ละทิ้งแนวคิด engineering-first ที่ ไวท์ กับ ฟรูเมน วางแนวทางไว้
แต่ในปัจจุบัน เมื่อบริษัทอื่น ๆ เริ่มเข้าถึงเทคโนโลยีแบบเดียวกันได้ และสร้างเฟรมจักรยานที่เบาและเร่งความเร็วมาแข่งขันในตลาด ความได้เปรียบมหาศาลที่ Cervelo เคยมี ก็ค่อย ๆ ลดลงไปด้วย
การปรับตัวของ Cervelo คือหันมาเน้นองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพในการขับขี่ เพื่อให้นักปั่นรู้สึกดี และสบายขึ้น มากกว่าแค่เรื่องของความเร็วเพียงอย่างเดียว
แม้ปัจจุบันคู่แข่งจะพัฒนาขึ้นมามากแล้ว แต่ในการแข่งขันไตรกีฬาระดับโลกอย่าง Ironman สถิติยังบ่งบอกว่าผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ ยังวางใจ Cervelo เป็นหลัก
ฟรูเมน ซึ่งปัจจุบันแยกตัวมาก่อตั้งแบรนด์ของตัวเองในชื่อ Open Cycle เล่าว่าในตอนเริ่มต้น ตนกับ ไวท์ คิดแค่ว่าทำยังไง ถึงจะสร้างจักรยานที่ดีที่สุด เร็วที่สุด โดยไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องการตลาดหรือความนิยมอะไรทั้งสิ้น
ขณะที่ ไวท์ ก็ยอมรับว่า ณ ตอนนั้น ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ Cervelo สร้างขึ้น จะพาบริษัทและวงการจักรยานมาถึงจุดนี้ได้
ในวันที่แอโรไดนามิคกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับจักรยาน ทั้งในการแข่งขันและการขับขี่ทั่วไป ทั้งที่ในวันที่ทั้งสองคนเริ่มต้นนั้น แนวคิดเรื่องเฟรมคาร์บอน ยังเป็นเรื่องตลกสำหรับผู้ผลิตจักรยานทั่วโลกด้วยซ้ำ
--------------------
SOURCE