ไร้รอยต่อตลาดออนไลน์และออฟไลน์
ธุรกิจทุกวันนี้จะต้องคำนึงเสมอว่าลูกค้าฉลาดซื้อมากยิ่งขึ้น .. ลูกค้าเคยได้รับการบริการที่ดียอดเยี่ยมจากธุรกิจอื่น ๆ ที่ยืดหยุ่นต่อการบริการ จนทำให้ลูกค้ามองว่า ความสะดวกสบายในการใช้บริการเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกที่ควรจะมี! ความยืดหยุ่นในการสั่งซื้อสินค้าระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรนึกถึง อาทิ หากลูกค้าสั่งสินค้าในออนไลน์ แต่อยากไปรับด้วยตนเองก็เปิดโอกาสให้ทำได้ หรือหากลูกค้าอยากให้นำมาส่งที่บ้านก็มีบริการนั้น การขนส่งก็มีความรวดเร็วที่ยืดหยุ่นทั้งในระดับปกติ และรวดเร็วเป็นพิเศษ หรือหากเป็นร้านค้าเสื้อผ้าออนไลน์ที่ลูกค้าไม่สามารถลองไซส์ได้ ก็อาจจะมีบริการส่งให้ลองไซส์ก็จะยิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น จากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าในปี 2020 อ้างอิงจากนิตยสาร Forbes ระบุว่ากว่าร้อยละ 67 ของลูกค้ายินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และร้อยละ 90 ยินดีเป็นอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องการขนส่งที่อำนวยความสะดวกมากกว่าเดิม
ธุรกิจแบบ Now or Never
ไลฟ์สไตล์คนปัจจุบันไม่ชอบการรอ พวกเขาเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงการซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น และด้วยการขนส่งปัจจุบันที่รวดเร็วมากขึ้น จึงทำให้ลูกค้าเสพติดคำว่า Now (เดี๋ยวนี้) มากขึ้น จากผลสำรวจชี้ชัดว่ากว่าร้อยละ 96.2 ลูกค้าไม่อุดหนุนสินค้านั้นต่อเพราะการบริการที่แย่ ซึ่งนั่นรวมไปถึงการรอสินค้าเป็นเวลานาน
ธุรกิจเล็ก ๆ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างยิ่งยวด เพราะลูกค้าปัจจุบันไม่ได้มีความอดทนมากพอที่จะรอสินค้า การบริการ หรือแม้แต่การแก้ปัญหาที่ช้าอีกต่อไป และหากคุณช้ากว่าใคร ลูกค้าก็มีสิทธิที่จะโบกมือลาคุณง่ายกว่าเดิม
สร้างความภักดีให้กับแบรนด์ของตัวเอง - ติดต่อลูกค้าแบบใกล้ชิดกว่าเดิม
เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจะส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้ารายย่อยมากที่สุด
และนี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้คุณต้องโฟกัสกับลูกค้ารายย่อยมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือการสื่อสารและอัพเดทถึงสินค้าและบริการกับลูกค้าอยู่เสมอ .. ในแบบที่ถ้านึกถึงสิ่งนี้ก็นึกถึงคุณทันที โดยอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น ให้ลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับส่วนลดและสิทธิพิเศษ รวมไปถึงเพื่อให้คุณสามารถส่งข่าวสารอัพเดทและติดต่อกับลูกค้าได้เสมอๆ .. ลองคิดถึงบริการที่มีลักษณะเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุดและสร้างความประทับใจจนลูกค้าอยู่กับเราไปอีกนาน
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ แต่เดิมธุรกิจคิดว่ากระบวนการสั่งซื้อสินค้าและให้บริการที่พึ่งพาระบบอัตโนมัติเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ จนกระทั่งปัจจุบันคุณอาจจะพบว่ากระบวนการอัตโนมัติได้บั่นทอนการสื่อสารระหว่างมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกออกไป ในขณะที่ระบบให้ความสะดวกสบาย แต่มันสร้างช่องว่างระหว่างธุรกิจและลูกค้าขึ้นมา ซึ่งทำให้ลูกค้าตัดสินใจที่จะไปจากแบรนด์ของคุณได้ง่ายกว่าประสบการณ์ที่เคยพูดคุยกับคุณโดยตรง .. เรื่องนี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับธุรกิจใน 2 ประการ ประการแรกคือจะมีเทคโนโลยีใดที่มาถมช่องว่างนี้ และประการที่สองคือเราจะพบว่าพนักงานที่ดีสำคัญกับธุรกิจเพียงใด และเราควรจะรักษาพนักงานเหล่านั้นอย่างไร? คือโจทย์ที่ต้องทำในข้อถัดไป
ยืดหยุ่นกับพนักงาน
เมื่อต้นปีมีการลาออกครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เพราะพนักงานมองหาบริษัทที่ยืดหยุ่นกับการทำงานมากกว่า คนปัจจุบันไม่อยากจะที่จะทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการทำงาน พวกเขามองหา Work Life Balance ให้กับชีวิตตนเอง ในขณะเดียวกันการเก็บพนักงานที่ดีไว้ยังคงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับธุรกิจ เพราะหากต้องเสียเวลาสร้างความเข้าใจและสร้างความไว้ใจใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นธุรกิจยุคใหม่จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนใน พ.ศ.นี้ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ให้โอกาสพนักงานทำงานผ่านออนไลน์ได้ หรือหากบางตำแหน่งไม่สามารถทำได้ คุณก็สามารถให้โอกาสพนักงานได้เลือกที่จะทำงานที่บ้านสัปดาห์ละสองถึงสามวันเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อผ่อนคลาย หรือแม้แต่การให้เวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าคนเดี๋ยวนี้ทำงานไม่ได้แค่งานเดียว บางคนมีงานนอกอีกสองถึงสามงานและสามารถรับผิดชอบงานที่ทำให้คุณได้อย่างดี และที่สำคัญคือหมั่นสื่อสารกับพนักงาน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
เตรียมพร้อมกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ
ไม่มีใครกำหนดอนาคตได้ และวิกฤตโควิด-19 บอกเราได้ดี ทุกคนต่างผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยกัน แต่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจที่คุณมีสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน สิ่งหนึ่งคือความพร้อมที่จะรับกับสถานการณ์ไม่แน่นอนอยู่เสมอ ทั้งเงินทุนสำรอง การบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น สำรวจเรื่องต้นทุนและหาวิธีการลดต้นทุนโดยไม่กระทบสินค้าและบริการ
เพราะธุรกิจต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวกับสภาพเศรษฐกิจที่เรายังไม่รู้ชะตากรรมได้
--------------------
ที่มา :