จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2019 มาธิอัส ไรเดอร์ ผู้อำนวยการสถาบัน Karajan สถาบันชั้นนำด้านดนตรีคลาสสิกระดับโลก ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่มีความสนใจและค้นคว้าด้านเทคโนโลยีดนตรีมาอย่างต่อเนื่อง ได้เกิดโครงการที่จะแต่งบทเพลง Symphony หมายเลข 10 นี้ให้จบโดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาอุดรอยรั่วในสิ่งที่ ‘คน’ ไม่กล้าทำ
ความยากของการแต่งบทเพลงนี้คือเบโธเฟนมีผลงานเพลงซิมโฟนีแค่เพียง 9 เพลงเท่านั้น ซึ่งน้อยไปสำหรับเป็นข้อมูลการประมวลผลของ AI และไม่สามารถใช้สำหรับคาดการณ์ว่าบทเพลงหมายเลข 10 จะแต่งต่ออย่างไรได้
สิ่งที่ระบบสมองอัจฉริยะต้องทำคือ การถูกป้อนข้อมูลความรู้เรื่องดนตรีคลาสสิกในยุคศตวรรษที่ 18 ทั้งหมด ตั้งแต่ดนตรีของนักประพันธ์เพลงชื่อดังอย่างบาค (Bach) ไปจนถึงดนตรีของโมสาร์ท เรียนรู้เรื่องดนตรีและวิธีการแต่งเพลงคลาสสิก เรียนรู้ผลงานทุกชิ้นของเบโธเฟน เรียนรู้วิธีการสร้างสรรค์ผลงานของเบโธเฟนในทุก ๆ ความเป็นไปได้ เรียนรู้แรงจูงใจในการแต่งเพลงของเบโธเฟน นอกจากนี้มันยังได้ทำงานร่วมกับนักประพันธ์เพลงหลายคน อาทินักประพันธ์เพลงชาวออสเตรีย วอลเทอร์ เวอร์โซวา ที่พยายามคิดรูปแบบเพลงโดยอิงจากตัวโน้ตที่มีและวิธีการที่เป็นไปได้ทั้งหมดกว่าหลายร้อยรูปแบบป้อนให้แก่ AI เพื่อให้ระบบได้ประมวลผลทุกอย่างและสร้างบทเพลงหมายเลข 10 ที่ขาดหายไป
‘ทุกเช้าผมจะรีบวิ่งไปดูที่คอมพิวเตอร์ เพราะตอนกลางคืนระบบจะประมวลผลและให้ความเป็นไปได้หลายร้อยรูปแบบ.. และมันมักจะเป็นเช้าที่สวยงามเสมอ เมื่อได้จิบชาและฟังบทเพลงเหล่านี้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเบโธเฟน’
พวกเขาใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 2 ปีและล่าช้ากว่ากำหนดการเนื่องจากปัญหาสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา บทเพลง Symphony หมายเลข 10 ที่เสร็จสมบูรณ์ได้ถูกบรรเลงให้โลกได้ฟังเป็นครั้งแรกโดยวง The Beethoven Orchestra Bonn วงออร์เคสตร้าประจำเมืองบอนน์ บ้านเกิดของเบโธเฟนนั่นเอง
อย่างไรก็ตามก็มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับบทเพลงดังกล่าว
ระบบ AI จะสามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณ ความแตกสลาย และความหวังในชีวิต ได้ทัดเทียมกับเบโธเฟนหรือไม่ เพราะมันไม่เคยผ่านสิ่งเหล่านี้มาก่อน?
แด่ความปิติภิรมย์.. จิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของเบโธเฟน
รูปภาพหลายภาพของเบโธเฟน ปรากฏชายผู้ที่มีสีหน้าไม่ค่อยภิรมย์กับโลกเท่าไหร่นัก
เบโธเฟนเกิดมาในครอบครัวนักดนตรี พ่อของเขาเป็นนักร้องประจำราชสำนัก และตั้งความหวังให้ลูกชายโด่งดังและยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับโมสาร์ท พ่อของเขาจึงสอนดนตรีให้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และหวังว่าเบโธเฟนจะสามารถเป็นนักดนตรีอัจฉริยะและหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบเช่นเดียวกับโมสาร์ท จึงทำให้พ่อเข้มงวดกับลูกชายเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกับพ่อของเบโธเฟนก็ติดสุราเรื้อรัง
แม้เบโธเฟนจะสามารถหาเงินให้กับครอบครัวได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่เงินทั้งหมดก็ลงไปที่ขวดเหล้าของพ่อจนหมด เมื่อเขาอายุได้ 16 ปี แม่เป็นวัณโรคเสียชีวิต ทำให้เบโธเฟนเสียใจอย่างหนัก เช่นเดียวกับพ่อของเขาที่เอาความเศร้าไปลงขวดเหล้าหนักกว่าเดิม เบโธเฟนจึงต้องรับหน้าที่หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยน้องชายอีก 2 คนแทนพ่อ ซึ่งภายหลังถูกไล่ออกจากงานทั้งหมด
ภายหลังจากที่พ่อเสียชีวิต เบโธเฟนเริ่มประสบความสำเร็จในฐานะนักเปียโนเอกชื่อดัง และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ความลำบากก็เยื้องย่างเข้าสู่ชีวิตเขาอีกครั้งเมื่อเขาเริ่มหูตึง การได้ยินเริ่มถดถอยและย่ำแย่ลงอย่างหนัก เบโธเฟนต้องปกปิดเรื่องนี้อย่างที่สุดจนกระทั่งเขามีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะในสภาพสังคมสมัยนั้นต่างเหยียดหยามและกลั่นแกล้งคนพิการ .. เบโธเฟนเคยเขียนถึงปัญหาการไม่ได้ยินของเขาในจดหมายที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘พินัยกรรมไฮลิเกนชตัดท์" (Heiligenstadt Testament) ที่ส่งไปให้น้องชายว่า
"ไม่รู้จะยอมรับอย่างไรกับความอ่อนแอของประสาทสัมผัสในตัวพี่ที่ควรจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบกว่าใคร ๆ ประสาทรับเสียงที่ครั้งหนึ่งเคยยอดเยี่ยมที่สุดชนิดที่คนในอาชีพของพี่เพียงไม่กี่คนที่จะมีประสาทสัมผัสเช่นนี้"
สำหรับผู้เขียน หากจะหาสิ่งไหนทรงพลังเทียบเท่าบทเพลงอันไพเราะของเขา
สิ่งนั้นก็คือแนวคิดและพลังใจในการดำเนินชีวิตของนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้
ที่ทำให้เข้าใจถึงประโยคที่ว่า ตราบเท่าที่มีชีวิต..ย่อมมีหวัง
เบโธเฟนใช้อุปสรรคในชีวิต เป็นตัวขับเคลื่อนบทเพลงของเขาให้แตกต่างจากเพลงคลาสสิกอื่น ๆ ในยุค ..
บทเพลงที่ไม่ใช่แค่ความบันเทิงแต่สะท้อนความนึกคิดและจิตใจ
บทเพลงที่ทรงพลังไม่ใช่แค่เพราะโน้ตดนตรี แต่มีจิตวิญญาณของชีวิตที่อาบไปด้วยความสุขและความหวังอยู่ในนั้น!
เพราะเมื่อไม่อาจได้ยิน เบโธเฟนกลับใช้จินตนาการ มันสมอง และจิตใจที่จะเข้าถึงบทเพลงของเขามากกว่าเดิม
และเมื่อต้องเผชิญกับโรคร้ายรุมเร้า บทเพลงของเบโธเฟนกลับไม่ได้ขุ่นมัวเหมือนชีวิตของเขา ตรงกันข้ามมันกลับมอบความหวังในการใช้ชีวิตให้แก่ผู้ที่ได้ยินเสมอ อย่างเช่นการใส่บทกวี ode to joy :แด่ความปิติภิรมย์ ลงในบทเพลง Symphony หมายเลข 9 และท่วงทำนองดนตรีที่เล่าเรื่องราวแห่งความปิติในผลงานอื่น ๆ อีกมากมาย
แม้สุดท้ายเขาจะยังคงมีปัญหาทางการได้ยิน และต้องเสียชีวิตไปในวัยเพียง 56 ปีก็ตาม
เมื่อหันกลับไปมองบทเพลง Symphony หมายเลข 10 ความไพเราะและความเป็นบทเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากเบโธเฟนก็ยังคงปรากฏอยู่ในนั้น เพราะเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันทำอะไรได้มากกว่าที่เราคาดคิด สำหรับเวอร์โซวา ผู้ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสานต่อเพลงซิมโฟนี หมายเลข 10 เขาเชื่อว่าแม้ AI จะไม่ได้ผ่านสถานการณ์เหล่านี้มา แต่ผลลัพธ์ของเรื่องราวที่ได้ก็หนีไม่พ้นตัวโน้ตและรูปแบบการแต่งเพลงกว่าหลายพันรูปแบบที่ AI เรียนรู้มาทั้งหมด ..
ถึงกระนั้น หลายคนก็อยากรู้ว่าหากเบโธเฟนได้ยินเพลงนี้ เขาจะชอบมันหรือไม่?
*** สามารถเข้าไปรับฟังบทเพลง Symphony หมายเลข 10 ได้ที่นี่
พีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์
--------------------
ที่มา: