อาการดาวน์ซินโดรมอาจไม่ใช่อุปสรรคเสมอไป หากคนรอบข้างให้โอกาส และความมุ่งมั่นที่เพิ่มวันละ 1% ที่ช่วยให้ คริส นิคิช เป็นนักไตรกีฬาในประวัติศาสตร์ของ Ironman

Highlights

  • ปัจจุบัน มีผู้มีอาการดาวน์ซินโดรมทั่วโลก ประมาณ 200 ล้านคน แต่อาการบกพร่องทางปัญญา ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านี้ไม่มีศักยภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ
  • คริส นิคิช เด็กหนุ่มอเมริกันทำลายกรอบความคิดเดิม ๆ เกี่ยวกับผู้บกพร่องทางปัญญา ด้วยการเป็นนักไตรกีฬาดาวน์ซินโดรมคนแรก ที่จบการแข่งขันระดับไอรอนแมน เมื่อปีที่แล้ว จนได้สิทธิ์เข้าร่วมรายการชิงแชมป์โลก
  • ผลงานนี้ทำให้ คริส ได้รับรางวัลสำคัญในวงการกีฬา เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และที่สำคัญ เป็นใบเบิกทางให้คนจำนวนมาก ตัดสินใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง

--------------------

          เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว คริส นิคิช เด็กหนุ่มผู้มีอาการดาวน์ซินโดรมแต่กำเนิด ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊ค ว่าเป็นผู้มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาที่เข้าร่วม และจบการแข่งขัน Ironman รายการไตรกีฬาที่โหดหินที่สุดในโลกได้เป็นคนแรกของโลก

 

          สำหรับนักกีฬาทั่วไป การว่ายน้ำ 3.86 กม. ต่อด้วยการปั่นจักรยาน 180 กม. และวิ่งมาราธอน 42.195 กม. นับเป็นเรื่องยากมากแล้ว 

 

          ขณะที่ นิคิช วัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันได้รับเลือกให้เป็นทูตของสเปเชียล โอลิมปิก จากเมืองออร์แลนโด นั้น ต้องเผชิญกับความท้าทายมากกว่าคนทั่วไปที่มีร่างกายสมบูรณ์เป็นปกติหลายเท่า

 

          แต่เจ้าตัวก็ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ ด้วยการเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ด้วยกฎง่าย ๆ ว่า "ต้องดีขึ้น 1% ในทุก ๆ วัน"

 

ความไม่ปกติที่รุมเร้า

(ในวัยเด็ก คริส มีปัญหามากกว่าแค่อาการดาวน์ซินโดรม ภาพจาก Sport Center/ESPN)

          ทริช แม่ของ คริส เล่าว่าลูกชายซึ่งมีอาการดาวน์ซินโดรมแต่กำเนิด ต้องเจอปัญหารุมเร้าหลายเรื่อง ทั้งทางสติปัญญา ร่างกาย และประสาทสัมผัส

 

          ตอนอายุ 5 เดือน คริส ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ และใช้เวลาในการฟื้นฟูและบำบัด เพื่อฝึกการกิน พูด และทรงตัวนานหลายปี

 

          แต่เรื่องยากที่สุดในชีวิต คริส อาจไม่ใช่อุปสรรคทางกาย แต่เป็นวิธีที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อเขา

          การเป็นผู้มีอาการดาวน์ซินโดรม ทำให้คนอื่นเลือกตัดสินใจให้ว่าสิ่งไหนที่เขาทำได้ และทำไม่ได้ แทนที่จะปล่อยให้เขาเลือกเอง

 

          จุดเปลี่ยนมาถึง เมื่อ คริส อายุ 8 ขวบ เขากับครอบครัวได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากหน่วยงานสเปเชียล โอลิมปิก ของฟลอริดา เปิดทางให้เขาได้เล่นกีฬา อย่าง บาสเกตบอล, กอล์ฟ และกรีฑา เหมือนพี่สาวที่เป็นแรงบันดาลใจ

 

          และการเล่นกีฬานี่เองที่มีส่วนช่วยให้ คริส ค้นพบโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วม และใกล้ชิดกับผู้คนมากกว่าที่ผ่านมา

 

ก้าวไปอีกขั้น

          แม้กีฬาจะช่วยให้ คริส แข็งแรง และมีสังคมแล้ว แต่ขีดจำกัดของร่างกาย ก็ยังทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดย่อยหลายครั้ง โดยเฉพาะส่วนหูที่มีปัญหาการได้ยิน

 

          จนในปี 2018 โอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตก็ผ่านเข้ามาอีกครั้ง เมื่อทีมสเปเชียล โอลิมปิกของฟลอริดา เปิดรับสมัครนักไตรกีฬา คริส ตัดสินใจเข้าร่วมตามแรงสนับสนุนของครอบครัว ที่อยากให้เขาแข็งแรงและสนุกกับกีฬา

 

          แม้ครั้งแรกที่เข้าร่วมในระดับสปรินท์ (ว่ายน้ำ 0.5 กม. ปั่นจักรยาน 20 กม. และวิ่ง 6 กม.) คริส จะจบในอันดับสุดท้าย แต่ ทริช เล่าว่าลูกชายมีความสุขมาก และกลายเป็นแรงส่งให้เขาทุ่มเทกับกีฬาชนิดนี้อย่างเต็มตัว

 

          คริส ได้รับความช่วยเหลือจาก แดน ไกรบ์ กัปตันทีมไตรกีฬาท้องถิ่น ซึ่งมาช่วยฝึกสอนและดูแลการซ้อมให้ และในเวลาแค่ปีครึ่ง คริส ก็พัฒนาจนกลายเป็นนักไตรกีฬาเต็มตัว และตั้งเป้าที่จะเข้าร่วมในระดับฮาล์ฟ (ว่าย 1.9 กม. ปั่น 90 กม. และวิ่ง 21.1 กม.) ในรายการ Ironman ช่วงกลางปี 2020

 

          แต่การระบาดของโควิดที่ทำให้การเดินทางทั่วโลกหยุดชะงัก คริส กับทีมจึงตัดสินใจจัดการแข่งขันขึ้นเอง โดยมี Spectrum News 13 ในเครือ CNN คอยติดตามความเคลื่อนไหว ที่ลงเอยด้วยการที่ คริส ทำเวลาถึงระดับที่ผ่านเข้าร่วมในการแข่งขันระดับฟูลของ Ironman ที่หาดปานามา ซิตี้ ในฟลอริดา

17 ชั่วโมง เพื่อการพิสูจน์ตัวเอง

          Ironman คือรายการไตรกีฬา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความโหดหินที่สุด

 

          นักกีฬาที่เข้าร่วม จะต้องว่ายน้ำ 3.86 กม. ต่อด้วยการปั่นจักรยาน 180 กม. และวิ่งมาราธอน 42.195 กม. และเข้าเส้นชัยภายในเวลา 17 ชั่วโมง ก่อนถูกคัดออก

 

          และการแข่งที่ ปานามา ซิตี้ คือโอกาสแรกของ คริส ที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง โดยที่แม้แต่ ไกรบ์ ซี่งดูแลเขามาตลอด ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำสำเร็จหรือไม่

 

          "เราไม่ได้วางโรดแมปอะไรไว้ทั้งนั้น เพราะไม่เคยมีนักกีฬาดาวน์ซินโดรมลงแข่งในไตรกีฬาระยะขนาดนี้มาก่อน เราเลยไม่ได้ตั้งเป้าให้กับเขา"

 

          แผนเดียวที่ ไกรบ์ เตรียมไว้สำหรับการแข่ง คือ คริส จะต้องกลับบ้านอย่างปลอดภัยเท่านั้น

 

          ในการว่ายน้ำช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ในช่วงปั่นจักรยาน เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรถของ คริส ไปแล่นทับรังมดเข้าจนถูกรุมกัดทั้งตัว จากนั้น ยังพลาดเกิดอุบัติเหตุในช่วงลงเขา

 

          ปกติการลงเขาด้วยความเร็วระดับนั้น มักทำให้นักขับบาดเจ็บระดับกระดูหัก หัวแตก หรือเลวร้ายสุดคือถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

 

          แต่ คริส กลับลุกขึ้นมาและคร่อมจักรยานเพื่อปั่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของ ไกรบ์

 

          "เขาคิดแค่จะกลับขึ้นไปขี่ต่อแค่นั้น"

 

เส้นชัยและเวลาประวัติศาสตร์
(คริส และ แดน ไกรม์ โค้ชคู่ใจที่ฝึกสอนเขามาตั้งแต่ยังเล่นกีฬาชนิดนี้ไม่เป็น ภาพจาก Getty Images)

          จนเมื่อเข้าถึงช่วงสุดท้ายคือการวิ่งมาราธอน คริส ก็แตะมือกับแฟนกีฬาที่มารอให้กำลังใจไปตลอดทาง ขณะที่ยอดผู้ชมทางหน้าจอในช่วงเวลานั้น ก็มีมากถึง 2.7 ล้านคน

 

          จนเกือบเที่ยงคืน ซึ่งช่วงใกล้เวลาคัทออฟ ไกรบ์ ที่เห็นว่า คริส ใกล้หมดแรง ก็ตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเพื่อให้ลูกศิษย์รายนี้ผ่านเส้นชัยได้อย่างที่ตั้งใจ ด้วยเวลา 16 ชั่วโมง 46 นาที 9 วินาที

 

          "ตลอดชีวิต มีแต่คนบอก คริส ว่าเขาทำโน่นไม่ได้ ทำนี่ไม่ได้ ที่ผมเลือกทำ คือพาเขาไปถึงเส้นชัยให้ได้"

 

หลังบานประตูที่ถูกเปิด
(นิค พ่อผู้ผลักดัน คริส เสมอ ภาพจาก New York Times)

          คริส ยอมรับว่าการตัดสินใจเข้าร่วมใน Ironman ในปีที่ผ่านมา คือช่วงเวลา "เปลี่ยนชีวิต" อย่างแท้จริง

 

          ไม่ใช่แค่เรื่องการบรรลุเป้าหมาย แต่มันช่วยให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้รับรางวัลสำคัญอย่าง เหตุการณ์สำคัญแห่งปีจาก ลอเรอุส อวอร์ด มีโอกาสได้ขึ้นเวทีพูดถึงเรื่องราวของตัวเอง และปัญหาของผู้มีอาการดาวน์ซินโดรม

 

          มีหนังสือของตนเอง รวมถึงสัญญาสปอนเซอร์จาก อาดิดาส ด้วย

 

          แต่สำหรับพ่อแม่ของ คริส แล้ว รางวัลสำคัญที่สุด คือการที่เขาได้รับเลือกเป็นทูตของสเปเชียล โอลิมปิก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้กับชีวิตของ คริส และอีกหลาย ๆ คนด้วย

 

          เชอร์รี วีลล็อค ซีอีโอและประธานของสเปเชียล โอลิมปิก แห่งฟลอริดา เสริมถึงเรื่องนี้ว่าจำนวนนักไตรกีฬาที่ลงสมัครในรายการซึ่งจัดโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไรเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว

 

          ขณะที่องค์กรก็ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานและภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เสนอตัวเป็นพาร์ทเนอร์ รวมถึงอสาสมัครที่เป็นคนปกติ ซึ่งต้องการมีส่วนร่วมและช่วยเหลือนักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิก ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี เมื่อฟลอริดากำลังจะรับเป็นเจ้าภาพจัดสเปเชียลโอลิมปิกของสหรัฐฯ ในปี 2022

 

          และ คริส จะยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะนี่คือครั้งแรกที่ไตรกีฬาจะถูกบรรจุในการแข่งขันด้วย

 

          วีลล็อค เองก็ยอมรับว่าเธอนำแนวคิด "ต้องดีขึ้น 1%" ของ คริส มาใช้เช่นกัน

 

อย่ากำหนดขีดจำกัดให้คุณหรือใคร

          และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คริส ก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้มีอาการดาวน์ซินโดรมคนแรก ซึ่งจบการแข่งขันบอสตัน มาราธอน หนึ่งในรายการระดับเมเจอร์ของวงการ ด้วยเวลา 6 นาที 1 นาที 22 วินาที

 

          นิค พ่อของ คริส มองว่าผลงานของ คริส ไม่ใช่แค่เรื่องการแข่งจบ เพราะ คริส รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ และแสดงให้ผู้คนเห็นแล้วว่าผู้มีอาการดาวน์ซินโดรม ก็มีส่วนร่วมได้

 

          "เขาพยายามเปิดประตูให้คนอื่น ๆ ที่มีอาการแบบเดียวกันอยู่ เพราะเท่าที่เราเห็น ในกลุ่มผู้เข้าร่วมกว่า 2 หมื่นคน ไม่มีใครที่มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาเลย"

 

          "เฉพาะในสหรัฐฯ มีคนกลุ่มนี้กว่า 6.5 ล้านคน ทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้าน ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่พวกเขาจะได้มีพื้นที่ของตัวเองบ้าง ในรายการใหญ่ ๆ แบบนี้"

 

          และในปีหน้า คริส ก็จะมีโอกาสได้เข้าร่วมในรายการชิงแชมป์โลก Ironman 2021 (ซึ่งเลื่อนจากเดือนตุลาคม ไปเป็นพฤษภาคม 2022 เพราะการระบาดของโควิด รวมถึงย้ายจากโคนาไปเป็นยูทาห์) ด้วย

 

          ไกรบ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ คริส มาตลอด ก็เชื่อว่าการจะผลักดันคนไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจว่าเด็กคนนั้นมีความสามารถแค่ไหน

 

          แต่เป็นการให้โอกาสเขาได้พยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองมากกว่า

 

          เหมือนที่เขากับ คริส พยายามก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว เพราะแม้จะเพิ่มแค่ 1% จากวันวาน แต่นั่นคือการพัฒนาที่จะนำไปสู่เป้าหมายเช่นกัน

 

ชาตรี ตันสถาวีรัฐ

--------------------

SOURCE: