ภูเขากินคนแห่งรัสเซีย นักปีนเขา 9 รายดับปริศนา
ในช่วงปี 1959 คดีสะเทือนขวัญสุดลี้ลับ ได้ถูกพูดถึงไปทั่วโลกเมื่อนักปีนเขา 9 คนถูกพบเป็นศพปริศนากับ “คดีดยัตลอฟ (Dyatlov Pass Incident)” ณ ทางตอนเหนือรัสเซีย
โดยจากการพยายามสืบสวนของตำรวจพบสมุดจดบันทึกหรือไดอารี่ของ 1 ใน 9 ของนักสกีที่บรรยายถึงความหฤโหดว่าพวกเขาต้องฝ่าฟันกับอะไรบ้างตั้งแต่มาตั้งแคมป์บนภูเขาลูกนี้ และไม่สามารถเดินทางตามแผนที่ตั้งไว้ได้ พวกเขาจึงต้องเลือกเดินทางผ่านเส้นทางลัดที่ภายหลังถูกเรียกว่าเป็นเส้นทาง ดยัตลอฟมรณะ “The Dyatlov Pass”
นักปีนเขาทั้ง 9 รายแจ้งกับสโมสรกีฬาของสถาบันโพลีเทคนิคอูรัลไว้ว่าจะติดต่อไปทันทีหลังจากที่การเดินทางเสร็จสิ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ แต่เวลาก็ล่วงเลยไปโดยไม่มีสักคนที่จะติดต่อกลับมายังสถาบัน หนึ่งในนักปีนเขา “ยูดิน” ที่ต้องกลับมาก่อนด้วยปัญหาสุขภาพแจงว่า การเดินทางอาจใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์จากที่เพื่อนของเขาเคยบอกไว้ตั้งแต่แรก แต่ผ่านไปร่วมเดือน สัญญาณจากทั้ง 9 คนก็ไม่เคยส่งกลับมาเลย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหานักปีนเขาทั้ง 9 ราย
กลุ่มผู้ค้นหาใช้เวลาอยู่เกือบ 1 สัปดาห์กว่าจะพบกับจุดที่พวกเขาทั้ง 9 ตั้งแคมป์อยู่ แต่สภาพของเต็นท์นั้นอยู่ในสภาพที่ยากจะอธิบาย ทุกอย่างพังยับและถูกฝังไปกับหิมะ ภายในเต็นท์ยังมีรอยกรีดจากด้านใน ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างได้ทำลายมันไป ในขณะที่บรรดาเครื่องใช้สำหรับปีนเขารวมถึงเสื้อผ้าและรองเท้า ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปยังบริเวณอื่นใด ซึ่งจากการคาดการณ์นั้นนักปีนเขาส่วนใหญ่ ไม่มีทางทิ้งอุปกรณ์ปีนเขาและยังชีพ หรือออกจากเต็นท์ตัวเปล่าได้ นอกเสียจากว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่อย่างฉุกละหุก
ตำรวจพยายามเดินตามรอยเท้าของกลุ่มดังกล่าวไปเพื่อสืบค้นหาร่องรอยการรอดชีวิต พวกเขาพบว่าบรรดารอยเท้าทั้งหมดได้หายไปในป่าหลังจากเข้าไปราว 500 เมตร ด้วยไหวพริบของการสืบสวน ตำรวจจึงสั่งต่อให้มีการขุดค้นหายังบริเวณชายป่านั้น ใช้เวลาไม่นานนัก ศพของนักปีนเขา 2 คน ได้ถูกค้นพบในสภาพเท้าเปล่าและสวมเพียงแค่ชั้นใน ซึ่งพวกเขาทำอย่างนั้นท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียสไปเพื่ออะไร? มันไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลย
ร่างผู้เสียชีวิตถูกค้นหาต่อไป โดยตำรวจพบว่าแม้กะโหลกของร่างไร้วิญญาณจะมีรอยความเสียหายเล็กน้อยแต่นั้นอาจไม่ใช่สาเหตุหลักในการเสียชีวิต และในบางรายบริเวณอกได้รับความเสียหายมากพอๆกับการถูกรถชน แต่สภาพภายนอกกลับไม่มีแผลปรากฏ ราวกับว่าพวกเขาถูกบดจากข้างในด้วยพลังงานบางอย่าง
คดี ดยัตลอฟ กลายเป็นหนึ่งคดีและตำนานสยองขวัญและเป็นที่พูดถึงไปแล้วทั่วโลก ทฤษฏีสมคบคิดและสมมติฐานมากมายยังผุดขึ้นมาไม่หยุดราวกับดอกเห็ด และยังเป็นปริศนาที่รอวันคลี่คลายตราบนานเท่านาน
ปริศนาการหายตัวไปของ “เอลิซา แลม”
ชื่อของ “เอลิซา แลม (Elisa Lam)” อาจเป็นที่คุ้นหูของใครหลายๆคนอยู่บ้าง และหากเราจะขยายความต่อว่าเธอคือใครคงต้องบอกว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกันกับคลิปที่เป็นที่พูดถึงไปทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าด้วยผู้หญิงที่แสดงท่าทีแปลกๆขณะที่เธออยู่ในลิฟต์เหมือนเธอพยายามจะสื่อสารกับใครสักคน แต่บุคคลดังกล่าวกับไม่มีแม้แต่เงาที่ปรากฏในวิดีโอ ซึ่งคลิปนี้เป็นเพียงเบาะแสเดียวของการสืบคดีการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเธอ และเมื่อต้นปี 2021 ผ่านมา เน็ตฟลิกซ์เองก็ได้หยิบคดีของเอลิซ่ามาผลิตเป็นสารคดี “การหายตัวไปในโรงแรมเซซิล Crime Scene: The Vanishing At The Cecil Hotel” เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นปริศนาของคดีนี้
คดีที่มีความโด่งดังขนาดนี้เริ่มขึ้นในปี 2013 ขณะที่นักศึกษาสาว “เอลิซา แลม” ได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เข้าเช็คอินกับโรงแรมที่เธอได้ทำการจองไว้ “โรงแรมเซซิล (The Cecil Hotel)” ตามกำหนดการเอลิซาต้องเช็คเอาท์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แต่ดันเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับเธอเสียก่อนในวันที่ 31 มกราคม ดังที่ปรากฏในคลิปที่เราเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว เอลิซ่าแสดงท่าทีแปลกๆเมื่อเธอเข้าไปในลิฟต์ เธอกดลิฟต์ทุกชั้นอย่างไม่มีสาเหตุ และยังทำท่าทางแปลกๆเหมือนเธอกำลังพยายามซ่อนตัวจากใครสักคนอยู่ จังหวะหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนต้องรู้สึกสะพรึงกลัว เมื่อเอลิซาเดินออกไปนอกลิฟต์และทำท่าทางพยายามสื่อสารกับใครสักคนอยู่ แต่สิ่งที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้คือไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้าของเธอเลย!
ผ่านไปราว 1-2 สัปดาห์ พนักงานต้อนรับของโรงแรมเซซิลได้รับการร้องเรียนจากแขกที่มาใช้บริการว่า ระบบน้ำของโรงแรมนั้นไหลช้า แถมยังมีสีกลิ่นรสที่ไม่น่าอภิรมย์ แน่นอนว่าทางโรงแรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่งพนักงานเข้าตรวจสอบระบบน้ำของโรงแรมโดยเร็วที่สุด ทันทีที่พนักงานเริ่มตรวจสอบแทงก์น้ำบริเวณดาดฟ้าก็ต้องพบกับสิ่งที่เหนือความคาดหมายเมื่อเขาได้เจอกับร่างไร้วิญญาณของ เอลิซา แลม ที่หายตัวไปนานถึง 19 วัน และเป็นที่น่าสงสัยว่าหลังจากคลิปร่องรอยล่าสุดของเธอที่ทำท่าทางแปลกๆบริเวณลิฟต์ มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอต่อจากนั้นกันแน่
ทีมสอบสวนพยายามหาคำตอบกันอยู่นานหลายปีแต่ก็ไม่มีวี่แววอะไรให้สาวถึงตัวฆาตกรได้ จนกระทั่งการตีแผ่จากสารคดีโดยเน็ตฟลิกซ์ที่ทำให้เราได้รู้ถึงข้อสรุปของคดีนี้ ถึงอย่างนั้นแล้วบทสรุปของคดีไปไกลเกินกว่าที่เราจะคาดคิดแถมสะท้อนความบิดเบี้ยวของสังคมได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆรวมถึงกระบวนการสอบสวนที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ทำให้เราไปไกลจากความเป็นจริงและหลงลืมไปว่า เอลิซา แลม เป็นหนึ่งในผู้ป่วยจิตเวช เธอต้องเผชิญกับสภาวะไบโพลาร์และความเจ็บปวดทางด้านจิตใจจากโรคซึมเศร้า ที่แม้แต่คนในครอบครัวก็รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี จนท้ายที่สุดในสารคดีได้สรุปว่านี่เป็นเหตุโศกนาฏกรรม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุเหนือธรรมชาติหรือคดีฆาตกรรมแต่อย่างใด
ภัคสุภา รัตนภาชน์
หล่อหลอมตัวเองด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมรอบโลก อาหาร และผู้คน
--------------------
อ้างอิง: