ถือเป็นปัญหาสำคัญทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์หยุดชะงัก เมื่อไม่สามารถส่งตรงลงสู่จอภาพยนตร์ภายในโรงหนังได้ทุกอย่างล้วนหยุดนิ่ง ต่อให้มีช่องทางอื่นด้านการทำเงิน เช่น ความร่วมมือกับธุรกิจอื่น, การขายสินค้าจากภาพยนตร์ หรือการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ แต่เมื่อไม่สามารถออกฉายทั้งหมดที่ว่าล้วนไร้ความหมาย
นั่นทำให้ทางค่ายต้องหาทางรอดของตัวเองอย่างเร่งด่วนนำไปสู่การปรับตัวเข้าหาช่องทางให้อย่างบริการสตรีมมิ่ง
การปรับตัวของธุรกิจภาพยนตร์การเปลี่ยนผ่านจากจอยักษ์สู่สตรีมมิ่ง
ช่วงเวลายากลำบากไม่รู้ว่าการระบาดและกักตัวจะจบลงเมื่อใดนำไปสู่การขาดทุนมหาศาล นั่นทำให้ค่ายหนังมากมายต้องทำการปรับตัว ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจสตรีมมิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเกิดความพยายามในการนำภาพยนตร์ค้างสต็อกเหล่านั้นมาลงฉายในสตรีมมิ่งควบคู่กันไปด้วย
กระแสนี้เริ่มต้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง Mulan ของทาง Disney ที่ตัดสินใจเข้าฉายผ่านสตรีมมิ่ง Disney+ ในเวลาเดียวกับการออกฉายโรงภาพยนตร์ทั่วโลก ด้วยการให้สมาชิกจ่ายเงินเพิ่มอีก 30 ดอลลาร์เพื่อรับชมภาพยนตร์ ก่อนทยอยนำภาพยนตร์อื่นๆ อย่างอนิเมชั่น Soul ของ Pixar มาลงสตรีมมิ่งเพิ่มเติม
เช่นเดียวกับทาง Warner Bros ที่จัดหนักโดยการนำ Wonder woman 1984 ภาคต่อของภาพยนตร์ฮีโร่ยอดนิยมลงสตรีมมิ่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ภายหลังภาพยนตร์ Tenet ของผู้กำกับ Christopher Nolan ที่ลองทำการฉายผ่านโรงภาพยนตร์ไม่ทำรายได้ตามเป้า พร้อมทั้งนำภาพยนตร์อีกมากมายตั้งแต่ Mortal Komat, Tom and Jerry หรือ The Conjuring3 ล้วนสามารถรับชมผ่านสตรีมมิ่ง HBO MAX ได้พร้อมการเข้าฉายในโรงฯได้ทั้งสิ้น
รวมถึงล่าสุดภาพยนตร์ Black Widow ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมแห่ง Marvel เอง ในต่างประเทศได้รับชมไปตั้งแต่ 9 กรกฎาคม 2021 แต่ในไทยกลับถูกเลื่อนฉายมายาวนาน จนในที่สุดทางดิสนีย์ก็ทำการยอมแพ้ โบกมือลาโรงภาพยนตร์และประกาศฉายผ่านทางสตรีมมิ่ง Disney + Hotstar ในวันที่ 6 ตุลาคม 2021 ทั้งที่กำหนดฉายล่าสุดในโรงภาพยนตร์คือวันที่ 1 ตุลาคมห่างกันเพียง 5 วัน
สาเหตุแห่งการยอมลงสตรีมมิ่ง ทางรอดที่มาจากความจำใจ
การตัดสินใจของต้นสังกัดในการนำภาพยนตร์ทั้งหลายที่ถ่ายทำไปลงสตรีมมิ่ง สร้างปัญหาให้กับวงการภาพยนตร์จนเกิดข้อถกเถียงเป็นวงกว้างจากคนทำหนัง ด้วยพวกเขาออกแบบและถ่ายทำภาพยนตร์ของตัวเองเพื่อให้ฉายบนจอกว้าง อรรถรสการรับชมผ่านสตรีมมิ่งไม่มีทางเทียบหรือสื่อสารที่พวกเขาต้องการบอกได้ชัดเท่า จนกลายเป็นกระแสคัดค้านใหญ่โตในฮอลลีวู้ด
แต่เมื่อลองคำนึงถึงฐานะทางการเงินของค่ายหนังทั้งหลายนี่กลายเป็นสิ่งเข้าใจได้ ตั้งแต่ Warner Bros ค่ายหนังยักษ์ของสหรัฐฯที่คาดการณ์ต้องสูญเม็ดเงินกว่า 1,200 ล้านเหรียญ หรือ Walt Disney ก็มีรายได้ลดลงไปกว่า 23% จากปี 2019 ขาดทุนไปกว่า 710 ล้านเหรียญ จึงไม่น่าแปลกกับความพยายามในการปรับตัวครั้งนี้
นอกจากนั้นเมื่อไม่สามารถนำหนังเข้าฉายโรงในประเทศแต่มีการฉายตามต่างประเทศ ย่อมตามมาด้วยการเผยแพร่ไฟล์หนังผิดลิขสิทธิ์บนอินเตอร์เน็ต อย่างล่าสุดกรณีภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง ที่ยังไม่ได้เข้าไทยแต่มีการฉายที่ประเทศเกาหลีใต้จึงมีไฟล์ผิดลิขสิทธิ์หลุดออกมา จนเกิดการรีวิวลงเพจเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ มีกระทั่งคลิปเล่าและสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมดในยูทูป ทำให้สามารถรับรู้เนื้อหาทั้งหมดได้โดยไม่ต้องรับชม สร้างความเสียหายให้กับค่ายหนังจนต้องออกมาตักเตือนช่องดังกล่าว
อีกส่วนที่เป็นปัญหาไม่แพ้กันคือตารางและคิวฉายหนังที่แน่นขนัด อย่าง Warner Bros เองในปีที่ผ่านมาก็มีภาพยนตร์จ่อคิวรอนับสิบเรื่อง ภายหลังวางแผนการฉายไว้ล่วงหน้าหากฝืนขยับย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งบริษัท การยอมปล่อยหนังออกมาทั้งที่รู้ว่าต้องเจ็บตัว อาจเป็นทางเลือกเดียวในการช่วยแผนงานให้ดำเนินต่อไปได้
แต่นั่นก็ทำให้เกิดข้อโต้แย้งจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ว่าค่ายหนังกำลังผลักให้พวกเขาตายแทน ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิดพวกเขาก็ไม่อาจสร้างรายได้ใดๆ เช่น เครือโรงหนัง Major ในไทยรายได้ลดลงจาก 10,697 ล้านบาทในปี 2019 เหลือเพียง 3,765 ล้านบาท หายไปกว่า 65% ของปีก่อน, Cineworld Group บริษัทเครือโรงภาพยนตร์ของสหรัฐฯ ขาดทุนไป 1,600 ล้านเหรียญ รายได้ลดลงไปกว่า 67% เช่นเดียวกับ AMC ที่ใหญ่กว่าขาดทุนมากถึง 2,100 ล้านเหรียญเลยทีเดียว
เรื่องเหล่านี้กลายเป็นข้อถกเถียงในวงการ ไม่ว่าจะในส่วนโรงภาพยนตร์ ผู้กำกับและทีมงานเบื้องหลัง หรือแม้แต่ตัวนักแสดงนำบางคนก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ของค่ายหนัง จนทำให้เกิดประเด็นฟ้องร้องรวมถึงข้อขัดแย้งมากมายตามมา
แน่นอนว่าจนปัจจุบันข้อถกเถียงเหล่านี้ยังไม่จบ เพราะในต่างประเทศแม้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ภาพยนตร์หลายเรื่องก็ยังคงลงฉายสตรีมมิ่งในเวลาไล่เลี่ยกัน ในทางหนึ่งอาจเป็นการลดความสำคัญของโรงภาพยนตร์ว่าจากนี้พวกเขาไม่ใช่สถานที่ฉายหนังใหม่อีกต่อไป เป็นแค่โรงละครที่ทำให้เราได้รับชมอรรถรสและบรรยากาศเท่านั้น
แต่ไม่ได้หมายความว่านี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของธุรกิจโรงภาพยนตร์ แท้จริงเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง นับแต่การเข้ามาของวีดีโอเทป แผ่นซีดีและดีวีดี หรือกระทั่งแผ่นผีซีดีเถื่อน อาจขลุกขลักยากลำบากต้องปรับตัวตามยุคสมัยไปบ้าง แต่เชื่อว่าสุดท้ายโรงภาพยนตร์จะคงอยู่คู่กับวิถีชีวิตของเราสืบไป
ในเมื่อบรรยากาศการชมภาพยนตร์โปรดในห้องมืดสนิท จากหน้าจอขนาดยักษ์ พร้อมเสียงกระหึ่มจากรอบทิศก็ยังไม่มีอะไรมาทดแทนได้อยู่ดี
เกรียงไกร เรืองทรัพย์เดช
--------------------
ที่มา: