นอกจากนี้แสงสีฟ้าที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวันไม่ได้มีแค่แสงจากหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ นะครับ สถาบันจักษุวิทยาประเทศสหรัฐอเมริกายังบอกอีกว่าแสงสีฟ้าที่เราได้รับจากแสงอาทิตย์นั้นถือว่ามีปริมาณมากกว่าหน้าจอดิจิทัลที่เรา ๆ จ้องกันเสียอีกดังนั้นแล้วอย่ากังวลกับแสงสีฟ้าบนหน้าจอมากไปจนลืมว่าแสงอาทิตย์นี้เองก็มีความเสี่ยงไม่น้อย โดยเฉพาะจากแสง Ultra Violet ที่มีตามธรรมชาติที่เราต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
ดังนั้นแล้วแสงสีฟ้าจากหน้าจอในความเป็นจริงอาจจะมีความอันตรายไม่มากนักเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ๆ ที่มีในชีวิตประจำวัน แต่ความหนักหนาในประเด็นเหล่านี้ คือ การใช้งานอย่างต่อเนื่องยาวนานและการเพ่งสายตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านตัวอักษรหรือดูภาพขนาดเล็กที่ทำให้ปัญหาด้านสายตาเพิ่มขึ้น ปัญหาแสงสีฟ้าจึงเรียกได้ว่ามีอยู่จริงแต่สำหรับแสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอดิจิทัลอย่างคอมพิวเตอร์หรือสมัยก่อนในระดับเฝ้าระวังนั้น… เคยเป็นเรื่องจริง เนื่องจากหน้าจอสมัยก่อนนั้นมีการปลดปล่อยแสงสีฟ้าที่ค่อนข้างสูง เพราะเหตุนี้ผู้ผลิตและผู้พัฒนาจึงได้พยายามลดการปลดปล่อยแสงสีฟ้าจากหน้าจอไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาจอชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมาหรือฟังก์ชันในระบบเพื่อตัดแสงสีฟ้าที่เป็นซอฟต์แวร์ก็มีเช่นกัน
ดูแลสายตาในยุคดิจิทัลอย่างไรถึงจะดี?
แม้ว่าแสงอาทิตย์จะเป็นแหล่งผลิตแสงสีฟ้ามากที่สุด แต่การใช้ชีวิตในปัจจุบันของมนุษย์บางกลุ่มบางคนนั้นมีการใช้งานหน้าจอแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นผู้ที่ต้องทำงานกับหน้าจออย่างต่อเนื่องควรหาวิธีผ่อนคลายและบำรุงสายตาเอาไว้ให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งการดูและเหล่านี้ขอแบ่งออกเป็นสองส่วน ดังนี้
การป้องกัน
การป้องกันแสงสีฟ้าจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายสามารถทำได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุปกรร์ยุคใหม่ที่มีฟังก์ชันลดแสดงมาพร้อมใช้งาน แต่สำหรับจอยุคเก่าที่เหมือนโทรทัศน์โบราณที่เป็นกล่องขนาดใหญ่ หลายคนคงเคยเห็นจอเหล่านี้ติดฟิล์มกรองแสงสีดำซึ่งก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่การใช้จอรุ่นใหม่ที่เป็น LED หรือจอกลุ่ม IPS สามารถลดแสงได้ดีกว่าจอรุ่นเก่าอย่างมาก ดังนั้นการเลือกใช้หน้าจอที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่เกิดขึ้นได้สำหรับผู้คนในยุคใหม่
แล้วหน้าจอที่เหมาะสมเป็นอย่างไร? หน้าจอที่เหมาะสมนั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียด (Resolution) ของจอภาพ รวมถึงขนาดของหน้าจอที่ส่งผลต่อระยะสายตาและการอ่าน หากจอมีขนาดเล็กเกินไปสายตาจะต้องเพิ่งอย่างมากเพื่อนเข้าถึงข้อมูล ในขณะที่จอใหญ่เกินไปจะเป็นภาระกับการมองหากไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม การเลือกใช้จอจึงต้องคำนึงถึงขนาดที่ต้องการใช้ ระยะห่างระหว่างหน้าจอ ประเภทของจอ รวมถึงความสามารถในการตัดแสงสีฟ้าสำหรับจอรุ่นใหม่ ๆ อีกด้วย โดยวิธีการปรับพื้นที่หรือลิกใช้งานเบื้องต้นมีดังนี้
- ให้หน้าจออยู่ห่างจากดวงตาประมาณ 20 - 26 นิ้วขึ้นกับขนาดหน้าจอ และตำแหน่งอยู่ต่ำกว่าดวงตาเล็กน้อย
- ใช้งานหน้าจอในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอและปรับระดับความสว่างให้เหมาะสมกับการใช้งาน
- หากเป็นไปใด้ให้เลือกใช้งานแว่นที่สามารถตัดแสงสีฟ้าได้ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดดหรือแว่นสายตา
- ให้แนวคิด 20-20-20 กล่าวคือ ทุก 20 นาทีของการทำงานต้องมอวัตถุที่ไกลออกไป 20 ฟุต และใช้เวลาจ้องมองวัตถุนั้นอย่างน้อย 20 วินาทีจะสามารถลดปัญหาได้ในเบื้องต้น
สำหรับนักอ่านเอกสารหรือชอบช็อปปิ้งหนังสือเป็นไฟล์ PDF หรือ EPUB การหา E-Reader ซึ่งใช้เทคโนโลยี E Ink หรือ Electronic Paper จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากอัตรา Refres Rate ที่ต่ำและการออกแบบให้คล้ายกับกระดาษในชีวิตจริง ทำให้สามารถลดความเมื่อยล้าของสายตาได้เป็นอย่างดี
การบำรุง
แน่นอนว่าการป้องกันไม่ใช่หนทางเดียวในการยืดอายุการใช้งานของสายตา การทานอาหารที่มีประโยชน์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยยืดอายุของสายตาได้หากดำเนินการร่วมกับแนวทางป้องกัน ซึ่งการกินอาหารหรืออาหารเสริมในการบำรุงสายตาเป็นอีกทางออกหนึ่งที่สามารถยืดอายุสายตาที่คุณรักได้ เช่น การกิน Carotenoid, Lycopene ที่พบมากในมะเขือเทศ หรือ วิตามิน A, E และ B Complex เป็นต้น นอกจากนี้การดื่มน้ำบ่อย ๆ และการพักผ่อนให้เพียงพอยังเป็นปัจจัยสำคัญในการบำรุงรักษาดวงตาอีกด้วย
ดังนั้นแล้วการรับมือกับปัญหาแสงสีฟ้าโดยเฉพาะจอดิจิทัลทั้งหลายจึงควรเป็นการเว้นระยะการใช้งาน มีการบริหารดวงตาอย่างเหมาะสม การพักผ่อนก็ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ในขณะที่ก่อนเวลาเข้านอนควรหลีกเลี่ยงจากหน้าจอเพื่อไม่ให้แสงสีฟ้านั้นกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว
ทศธิป สูนย์สาทร
ผู้หลงใหลในเสียงดนตรี ความงาม และเทคโนโลยี
--------------------
Ref: