รู้จักอาการ SAD
โดยทั่วไปอาการ SAD “ไม่แตกต่างจากอาการของโรคซึมเศร้า” เพียงแต่เราอาจไม่ได้มีอาการเหล่านี้ตลอดเวลา หรือกินเวลาทั้งปี แต่จะมีอาการทุกครั้งที่ฤดูกาลเปลี่ยน หรือช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ลดน้อยลง และกลับมาดีขึ้นหลังฤดูกาลนั้นผ่านพ้นไป
อาการ SAD มีผลต่อร่างกาย ทั้งอารมณ์ การนอนหลับ ความอยากอาหาร ระดับพลังงาน และกระทบไปถึงจิตใจ เราจะเริ่มรู้สึกว่ามุมมองของชีวิต ความสัมพันธ์ สังคมที่ทำงาน และการเห็นคุณค่าของตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง
ลองเช็คอาการตัวเองดูซิ มันใช่..ใช่มั้ย?
- รู้สึกง่วงตลอดเวลา หรือมีปัญหาเรื่องการนอน
- รู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าการจะรับผิดชอบภาระหน้าที่ในแต่ละวัน มันยากเหลือเกิน
- รู้สึกอยากกินอาหารประเภทน้ำตาล หรือแป้งมากกว่าปกติ
- น้ำหนักขึ้น
- รู้สึกเศร้า หรือรู้สึกผิดกับตัวเอง
- รู้สึกหมดหวังในชีวิต
- หงุดหงิดง่าย
- เก็บตัว ไม่อยากเจอผู้คน และไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ
- รู้สึกเครียดตลอดเวลา
- หมดความสนใจในเรื่องเพศ และการสัมผัสทางกายอื่น ๆ
ถ้าพบว่าเรามีอาการมากกว่า 5 ข้อนี้ขึ้นไป แสดงว่าอาจเข้าข่ายภาวะซึมเศร้า แต่หากรู้สึกว่าเป็นทุกข้อ และอาการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว หรือหนักจนถึงขั้นอยากทำร้ายตัวเอง นั่นเป็นสัญญาณบอกว่า ควรขอความช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แล้ว
แต่หากคิดว่าเรายังไม่เป็นถึงขั้นนั้น ยังมีวิธีที่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองค่ะ
วิธีปรับอารมณ์เมื่อแดดร่มลมตก
เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกดาวน์ เวลาเมฆครึ้มหรือฝนตก อย่าเอาแต่นั่งซึม หรือนอนหมกตัวบนเตียงในห้องมืดๆค่ะ งานนี้ต้องใช้วิธี “หนามยอกให้เอาหนามบ่ง”
เราต้องใช้แสงสู้ เปิดสปอตไลท์ 10 ดวงเลยค่ะ!
ล้อเล่นนะคะ แบบนั้นหลายคนคงไม่สะดวก กว่าจะหาไฟมาครบคงใช้เวลา แถมเสี่ยงเป็นฝ้าได้ งั้นลองทำตามคำแนะนำนักจิตวิทยาดีกว่า ง่ายกว่ากันเยอะ
เริ่มจากคนนี้เลย ด็อกเตอร์ Tecsia Evans นักจิตวิทยาชาวสหรัฐ เจ้าของเว็บไซต์ YourTherapyNow.com เธอเเนะนำให้เราเปิดไฟในห้องให้สว่าง เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นค้นพบว่า แสงจะกระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนิน ที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ และช่วยลดอาการซึมเศร้าลงได้
อีกท่านนึงคือ Julia Samton จิตแพทย์จาก Manhattan Neuropsychiatric ในนิวยอร์ค ได้ทดลองบำบัดผู้ที่มีอาการซึมเศร้าด้วยแสง โดยแนะนำให้ออกไปเดินเล่น แม้อากาศจะหนาว ฝนจะตก แต่แดดไม่ออก ก็ขอให้ออกไปเถอะ แม้แสงข้างนอกอาจไม่สว่างนัก เมื่อเทียบกับหน้าร้อนที่แดดออกมากกว่า แต่ผู้ทดลองก็ยังได้รับรังสี UV อยู่บ้าง ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้อารมณ์ดีขึ้นค่ะ
นอกจากนี้วิธีใช้แสงบำบัด ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้หากิจกรรมที่ทำให้คุณอารมณ์ดี เช่น ดูหนังฟีลกู๊ด ทำงานศิลปะที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ หรืออ่านหนังสือดีๆสักเล่ม
ออกกำลังกาย + อาหาร = ต้านเศร้า
เคยได้ยินมั้ย? เมื่อคุณรู้สึกดาวน์ ให้ลุกขึ้น ขยับร่างกาย มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า “การออกกำลังกาย” มีส่วนช่วยปรับอารมณ์ของเราได้ดีมากๆ เพราะช่วยทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา และช่วยสร้าง Self esteem หรือ การมองเห็นคุณค่าตนเอง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญยังกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphins) หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “สารแห่งความสุข” ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น
นอกจากออกกำลังกายแล้ว “อาหารก็สำคัญ” มีงานวิจัยว่า การรับประทานผัก ผลไม้และโปรตีนบางชนิด ช่วยเพิ่มระดับของสารเซโรโทนิน ที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอารมณ์ ซึ่งหากปริมาณลดลงอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ อาหารที่ช่วยต้านอาการซึมเศร้า ได้แก่ ผักปวยเล้ง สับปะรด ไก่ ปลาแซลมอล ไข่ ชีส นม เต้าหู้ ถั่วและ เมล็ดธัญพืช
ดังนั้น ออกกำลังกาย และ อาหาร นอกจากจะเป็นพื้นฐานสุขภาพกายแข็งแรง ยังช่วยให้สุขภาพจิดดี แถมลดอาการซึมเศร้าได้ด้วยค่ะ
สรุป
เทคนิคสุดท้าย ท้ายสุด “อย่าโดดเดี่ยวตัวเอง” เมื่อเราอยู่คนเดียว มีโอกาสที่เราจะยิ่งคิดมาก และรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกกำลังพังทลาย ทั้งที่จริงๆแล้วปัญหานั้นอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่าลืมว่า อาการ SAD มันมาแล้วก็ไป พรุ่งนี้ฟ้าใหม่ แดดออก เราก็กลับมาสดใสได้อีกครั้ง
แม้ว่ากรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้ไทยเข้าสู่ฤดูฝน ตั้งแต่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดช่วงเดือน ต.ค.นี้ หน้าฝนที่ลากยาว 5 เดือนครึ่ง แต่เราไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในโหมดเศร้าเกือบครึ่งปี
อย่าให้อากาศแบบนี้มาหลอกอารมณ์คุณ ลองเอาเทคนิคง่ายๆเหล่านี้ ดึงให้คุณหลุดออกมาจากภาวะดาวน์แบบไม่จำเป็นนี้กันเถอะค่ะ
ลลิตา มั่งสูงเนิน
--------------------
ที่มา: